วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

คุณลักษณะครูรุ่นใหม่กับการปฏิรูปหลักสูตรผลิตครูในศตวรรษ 21

โลกเรากำลังเผชิญกับวิกฤตที่สำคัญและยิ่งใหญ่  วิกฤตนี้เป็นการท้าทายเราเหล่าสัตว์โลกทีเป็นเวไนยสัตว์  เราพบว่าความเจริญทางวัตถุก็ดี  ความสามารถที่เราเอาชนะธรรมชาติได้ก็ดี  การรู้และค้นพบสิ่งต่าง ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนก็ดี  ความมั่งคั่งของประเทศตลอดจนความก้าวหน้าทางวิชาการ  การสื่อสารคมนาคมที่ย่อโลกอันกว้างใหญ่ให้เป็นจุดเดียวกันเชื่อมต่อกันได้อย่างสะดวกรวดเร็วก็ดีไม่ได้ช่วยให้เรามีความสามารถเพิ่มขึ้นในการแก้ไขปัญหาเรื้อรังหลายด้านของสังคม  ทั้งในระดับชุมชน  ชาติ  และนานาชาติ  เราเชื่อว่าการศึกษามีหรือควรมีบทบาทและภารกิจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์เพื่อแก้ไขปัญหานี้  ขณะนี้สังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจซึ่งส่งผลกระทบถึงคนไทยทุกคน  ทำอย่างไรคนไทยจึงจะสามารถผนึกกำลัง  ร่วมแรงร่วมใจกันกู้สถานการณ์ของประเทศให้พลิกฟื้นกลับคืนสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว  สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ  แต่เป็นเหตุที่หลายคนไม่ตระหนัก  เพิกเฉยและรู้เท่าไม่ถึงการณ์  บทเรียนครั้งนี้ คุ้มค่าสำหรับคนไทยที่จะได้ร่วมกันวิเคราะห์ถึงสาเหตุและรากเหง้าของปัญหาที่แท้จริงซึ่งก็คือคนไทยโดยรวมยังขาดความรู้ภูมิปัญญาที่จะนำพาประเทศให้คงอยู่ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ซึ่งเป็นโลกที่ไร้พรมแดน  ทั้งด้านความรู้  เศรษฐกิจ  เทคโนโลยีสารสนเทศ  เชื้อชาติ  ศาสนา  วัฒนธรรม  ฯลฯ  การจะเกิดซึ่ง ความรู้ภูมิปัญญา  ได้นั้นทุกคนในขาติจักต้องได้รับการศึกษาที่ดี  มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ  เฟืองจักรสำคัญที่จะนำพาสู่การศึกษาที่ดีมีคุณภาพก็คือ  ครูรุ่ง  แก้วแดง (2543)  กล่าวไว้สอดคล้องกับเอกสารรายงานเกี่ยวกับครูของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2542)  ความว่า ความเป็นครูในสังคมไทยปัจจุบันกำลังเผชิญกับปัญหารุมเร้ารอบด้าน  แต่ปัญหาใดก็ไม่เท่ากับวิกฤติศรัทธาในวิชาชีพครู        ประกอบกับการปฏิรูปการศึกษาเป็นกระแสใหม่ทั่วโลก  เพราะในยุคที่โลกกำลังก้าวหน้าเข้าสู่ศตวรรษที่  21  สภาพของโลกนี้เปลี่ยนไปเป็นโลกแห่งข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี  เป็นสังคมโลกที่สลับซับซ้อนเชื่อมโยงและเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  สังคมโลกกลายเป็นสังคมความรู้ (Knowledge Society)หรือสังคมแห่งการเรียนรู้(Learning Society)  ครูบุคลากรทางการศึกษาและองค์การทางการศึกษา  จึงต้องปรับตัวให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)   ถึงเวลาแล้วที่ประเทศจะต้องมุ่งไปเพื่อการศึกษาของปวงชน (Education for All)  และขณะเดียวกันทุกภาคส่วนของสังคมต้องทุ่มเทให้กับการศึกษา (All for Education)  การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้ชีวิตและการกล่อมเกลาของคน  โดยคนและเพื่อคน  คนจึงเป็นส่วนสำคัญที่สุด เป็นศูนย์กลางของกระบวนการเรียนรู้ทั้งปวงประกอบกับนานาทัศนะมีความเห็นสอดคล้องกันเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า  เศรษฐกิจและสังคมจะดีเพียงใด  แข่งขันในตลาดโลกได้ดีเพียงใดขึ้นอยู่กับคุณภาพของประชาชน  คุณภาพแรงงานและคุณภาพของผู้นำในวงการต่าง ๆ  และยังยอมรับกันอย่างแท้จริงว่าคุณภาพคนขึ้นอยู่กับ คุณภาพการศึกษา  และคุณภาพการศึกษาขึ้นอยู่กับคุณภาพครูเป็นหลัก    (สุมน อมรวิวัฒน์ , 2533 ; Jacques Delors,1996   อ้างถึงในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ  2540; สิปปนนท์  เกตุทัต, 2539 ; UNESCO, 1999 อ้างถึงในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2543)  แต่น่าเป็นห่วงว่าในขณะนี้วิชาชีพครูทั่วโลกตกต่ำ  ระบบการจัดการครูไม่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่เก่งและดีมาเป็นครู  นิสิต  นักศึกษาครุศาสตร์  ศึกษาศาสตร์  และประกาศนียบัตรวิชาชีพครูในสถาบันกว่า  125,000  คน และกว่าร้อยละ  35  เลือกเรียนสาขาครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์เป็นอันดับสุดท้าย  (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2540 ; กองส่งเสริม
วิทยฐานะครู สำนักงานสภาสถาบันราชภัฎ, 2539 ; สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู , 2544 ; วิทยากร   เชียงกูร, 2542 ; วิจิตร    ศรีสะอ้าน, 2540)  ครูส่วนใหญ่ขาดความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาทักษะและวิทยาการให้ทันสมัย  คุณภาพครูไทยประจำการในสถานศึกษาทั้งหมดกว่า 600,000  คนได้รับการตั้งคำถามว่าดีจริงหรือ เป็นครูระดับ มืออาชีพได้หรือไม่  มีจำนวนกี่มากน้อย  ยิ่งถ้าต้องการปฏิรูปกระบวนการการเรียนรู้และจัดโครงสร้างเงินเดือนครูระบบใหม่ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542 (มาตรา 55)  ยิ่งมีคำถามเกี่ยวกับคุณภาพครูมากขึ้น  สภาพการณ์เหล่านี้มีความเข้มข้นและมีประเด็นสงสัยน่าศึกษาอย่างยิ่งว่า  เกิดอะไรขึ้นกับสภาพการณ์ของครู จะแก้ไขปรับปรุงและพัฒนาได้อย่างไร  ดังนั้นจึงต้องมีระบบหรือวิธีการที่จะทำให้สังคมไทยมีความมั่นใจว่าครูไทยทุกคนไม่ว่าจะทำหน้าที่ในสายงานในระบบและนอกระบบจะต้องมีคุณภาพเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้การศึกษาไทยและอนาคตคนไทยมีโอกาสดีขึ้น  สิ่งหนึ่งในความพยายามที่จะยกระดับคุณภาพครูก็คือกระบวนการกำหนดคุณลักษณะครูรุ่นใหม่และกระบวนการพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพครูรุ่นใหม่  การประเมินมาตรฐานวิชาชีพครูด้วยเกณฑ์คุณลักษณะครูที่มีมาตรฐาน  มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และค่าตอบแทนที่สัมพันธ์กับคุณภาพครู  นี่คือกลไกอันเป็นหลักประกันคุณภาพครูรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพ  (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2543 ; ศรีน้อย   โพวาทองและคณะ, 2542 ; สมหวัง   พิธิยานุวัฒน์, 2543 ; สุรศักดิ์   หลาบมาลา, 2543 ; อมรวิชช์   นาครทรรพ, 2540 ; สิริพร   บุญญานันต์, 2538 ; อรรณพ   พงษ์วาทและจิตรกร   ตั้งเกษมสุข, 2539)

ทำไมต้องผลิตครูรุ่นใหม่

                        จากการศึกษาสภาพการณ์ ( Contextual Study )  ความต้องการจำเป็นต่อการผลิตครูรุ่นใหม่เพื่อการพัฒนาครูสู่ความเป็นครูมืออาชีพได้ข้อค้นพบว่า
1.       สังคมส่วนรวมมีความเชื่อว่า  การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคน
ให้สามารถนำการพัฒนาประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  และวัฒนธรรม  ให้เหมาะสม  สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกประเทศ  ผลผลิตของระบบการศึกษาคือพลเมืองของประเทศที่สามารถปรับตัวและสามารถแก้ปัญหาที่มีความหลากหลายในสถานการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และสามารถริเริ่มพัฒนาตนเอง  ครอบครัว  ชุมชน  ตลอดจนประเทศให้พัฒนาและก้าวหน้าไปได้อย่างมีหลักการบนพื้นฐานของความเข้าใจเหตุและผล  ความถูกต้อง  ความดีงาม  และความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม
                        2.  สังคมส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่า การศึกษาที่พึงประสงค์ในสังคมปัจจุบันจะต้องเป็นการศึกษาที่มุ่งพัฒนาคนให้สมดุลทั้งด้านร่างกาย  สติปัญญา  จิตใจและสังคม  ทั้งในระดับความคิด  ค่านิยมและพฤติกรรม  ซึ่งต้องจัดให้สอดคล้องกับความต้องการของบุคคล  ชุมชน  สังคม  และประเทศชาติ  โดยปรับแนวคิดในการพัฒนาการศึกษาให้เป็นกระบวนการที่ทำให้ผู้เรียนรู้จักเรียนรู้และแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต  โดยจัดการศึกษาที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา  จัดในรูปแบบที่หลากหลาย  เพื่อสนองความต้องการ  ความสามารถและความถนัดของผู้เรียน
                        3.  คนส่วนมากมีความเชื่อว่า  การจัดการศึกษาในลักษณะที่ต้องการจำเป็นจะต้องใช้ครูที่มีลักษณะเฉพาะ  มีความสามารถสูง  (เป็นครูรุ่นใหม่ระดับครูมืออาชีพ) และได้รับการฝึกอบรมด้วยหลักสูตรและวิธีการสอนที่มีความเข้มข้นและมีคุณภาพมาอย่างดี  สามารถทำหน้าที่ครูได้อย่างมีประสิทธิภาพมีศักดิ์ศรีและมีเกียรติ ในอดีตสังคมไทยเคยยกย่องครูโดยเปรียบเทียบเป็นปูชนียบุคคลที่รอบรู้  รู้จริง  รู้แจ้ง  ทั้งนี้เพราะครูในอดีตส่วนใหญ่คือ พระอาลักษณ์  นักปราชญ์และผู้รู้ในหมู่บ้าน  ซึ่งเป็นที่ยอมรับในฐานะที่เป็น คนดี  คนเก่ง  ในวิชาความรู้แขนงต่าง ๆ แต่ในปัจจุบันความรู้สึกผูกพันต่อครูดังกล่าวได้เสื่อมถอยลง  อันเนื่องมาจากครูต้องปรับพฤติกรรมตามสภาพทางเศรษฐกิจ  สังคมที่เปลี่ยนแปลงไป  ความเชี่ยวชาญทางวิชาการและความเอาใจใส่ต่อเด็กลดถอยลง 
                        4.  จากสาระการปฏิรูปและกระแสสังคม เศรษฐกิจบ่งชี้วิสัยทัศน์ พบว่าในโลกยุคใหม่ในสังคมแห่งการเรียนรู้ ( Learning Society )  ครูจะต้องมีบทบาทหน้าที่ซับซ้อนขึ้น ครูจะต้องมีความรู้  ประสบการณ์และก้าวทันสถานการณ์โลก จะต้องเป็นผู้มองกว้าง  คิดไกล  ใฝ่รู้  ครูจะต้องจัดระบบการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา คือ ต้องสอนโดยยึดพื้นฐานความรู้  ความสามารถ  ความสนใจและความต้องการของผู้เรียนเป็นหลัก  ครูในอนาคตจึงต้องมีมาตรฐานคุณภาพในระดับครูมืออาชีพที่ได้รับการยอมรับจากสังคมในระดับสูง ดังนั้น ครูจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับสังคมยุคใหม่  ที่จะปรับเปลี่ยนไปทั้งในปัจจุบันและในอนาคตโดยเชื่อว่าครูในปัจจุบันและอนาคตจะต้องมีคุณลักษณะโดดเด่น  ดี  เก่ง  ทันโลกและเป็นครูมืออาชีพ
                        5.  จากการวิเคราะห์ พบว่า  ในปัจจุบันวิกฤติในวงการครูทั้งในประเทศและต่างประเทศปัญหาหลักๆ จะคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การที่คนดีคนเก่งไม่สนใจเข้าเรียนครูเป็นลำดับต้น ๆ เมื่อเรียนสำเร็จแล้วส่วนหนึ่งจะไม่ประกอบอาชีพครู  ทำให้ไม่สามารถบำรุงรักษาครูดีๆ ไว้ได้  ทั้งนี้เหตุผลหนึ่งเนื่องมาจากค่าตอบแทนของครูต่ำมากเมื่อเทียบกับอาชีพอื่น ความตั้งใจและทุ่มเทต่อการเรียนการสอนของครูก็ลดต่ำลงประกอบกับการเรียนการสอนในสถาบันฝึกหัดครูมุ่งสอนเนื้อหามากกว่าให้คิดวิเคราะห์และปฏิบัติ  การสอนไม่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  ดังนั้นครูในปัจจุบันส่วนใหญ่จึงขาดความเชี่ยวชาญในการสอนทั้งทางวิชาการและคุณลักษณะความเป็นครู  ความเอาใจใส่ต่อเด็กลดลง ความนิยมยกย่องของสังคมต่อครูจึงลดลงทำให้วิชาชีพครูตกต่ำลง  รวมทั้งในต่างประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤติครูดังกล่าวข้างต้นต่างก็พยายามแสวงหาแนวทางในการแก้ปัญหาของครู เช่นเดียวกันซึ่งประสบความสำเร็จมาในระดับหนึ่งซึ่งเป็นกรณีตัวอย่างให้เป็นบทเรียนสำหรับประเทศไทย  ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของครู  โครงสร้างการบริหารจัดการเกี่ยวกับครูและระบบโรงเรียน  ศักดิ์ศรีการยอมรับในวิชาชีพครูที่ถือว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูงที่ยั่งยืน  ประโยชน์เกื้อกูลและการส่งเสริมพัฒนาบทบาทวิชาชีพครูทั้งตนเอง  ระบบการศึกษาและการบริหารจัดการโดยรวมที่สอดคล้องสัมพันธ์กับโครงสร้างด้านอื่นเช่นเศรษฐกิจ  สังคม การดำรงชีพ วัฒนธรรม  วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี  และจิตวิทยา
6.       ในมุมมองในประเทศไทยกับสภาพการณ์ที่ปรากฏ (Situation Study) สามารถ
มองเห็นกระแสความเปลี่ยนแปลงและมีประเด็นสำคัญที่เป็นเหตุผลและความเกี่ยวข้องกับความจำเป็นในการพัฒนาครูรุ่นใหม่การพัฒนาครูรุ่นใหม่และวิชาชีพครู สรุปได้ คือ
            1.  ประเด็นความล้มเหลวด้านคุณภาพของผู้เรียน  ซึ่งปรากฎข้อมูลเชิงประจักษ์ในการแข่งขันทางวิชาการในระดับนานาชาติหรือในระดับเอเชียและการจัดคุณภาพการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล  ระดับนานาชาติของสถาบัน IMD ซึ่งพบว่าคุณภาพของประเทศไทยอยู่อันดับท้าย ๆ
            2.  ประเด็นความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับนโยบายการปฏิรูปการศึกษา ได้ก่อให้เกิดแนวทางและมาตรการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษาและปฏิรูปโรงเรียน
            3.  ประเด็นการใช้กฎหมายให้เป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการด้านการศึกษา นอกเหนือจากแผนการศึกษาแห่งชาติ  ซึ่งพบว่า  กฎหมายหลักและกฎหมายประกอบทางการศึกษาทำให้เกิดผลบังคับและคิดค้นแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกี่ยวกับครู  และหลักสูตรพัฒนาครู  เช่น  การเน้นคุณภาพผลผลิต  โครงสร้างการบริหารองค์การครู  การบริหารงานบุคคล  การจัดองค์กรวิชาชีพ  การออกใบประกอบวิชาชีพตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครู  จรรยาบรรณวิชาชีพครู  การอนุมัติหลักสูตร  คุณวุฒิ  วิทยฐานะ  ค่าตอบแทนวิชาชีพครูและการยกฐานะวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง
            4.  ประเด็นการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  ก่อให้เกิดกระแสการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้  การปรับปรุงบทบาทและการปรับพฤติกรรมการสอนของครู  ให้เป็นครูยุคใหม่ที่มีทั้งศาสตร์ (Science)  คือความลุ่มลึกจัดเจนในเนื้อหา ( Subject Matters)  มีศิลปการสอน (Methodology)  คือมีเทคนิควิธีการถ่ายทอดการจัดกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางอย่างมีความสุขและตระหนักผลที่เกิดกับผู้เรียนเป็นสำคัญ
            5.  ประเด็นจุดเน้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่  8 (..2540 – 2544)  และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่  9 (..2545 – 2549) ได้วิเคราะห์ให้เห็นจุดด้อยในคุณภาพและความสามารถของคนไทยจึงได้กำหนดแนวทางการพัฒนาที่เน้นการพัฒนาศักยภาพของคนเป็นสำคัญ มีแผนพัฒนาครูอย่างต่อเนื่องชัดเจนโดยเน้นคุณภาพครูและวิธีการสร้างครูรุ่นใหม่ และสอดคล้องสัมพันธ์ระหว่างการบริหารครู  การใช้ครูและการพัฒนาครู
            6.  ประเด็นที่ชี้ให้เห็นความสำคัญต่อการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ  และการมีผลการเรียนรู้ (Learning Outcomes)  ที่มีความน่าเชื่อถือเป็นที่ยอมรับและเน้นการวิจัยชั้นเรียน  กระบวนการเหล่านี้เป็นกระแสสำคัญต่อการปฏิรูปบทบาทของครูให้เป็นผู้นำทางวิชาการที่ใช้พันธกิจและทิศทางเพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้ปรากฏและนำไปสู่การเป็นนักแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและปรับปรุงกำหนดตำแหน่งเป็น  ครูมืออาชีพ  เป็นครูต้นแบบ  เป็นครูผู้เชี่ยวชาญ  เป็นครูนักวิจัย  เป็นครูผู้นำทางวิชาการ  เป็นครูนักเปลี่ยนแปลง  โดยใช้ผลงานศึกษาวิจัยเป็นเครื่องชี้วัดและประเมินผลคุณภาพการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง
            7.  ประเด็นการประกันคุณภาพการศึกษา  ได้ก่อให้เกิดกิจกรรมการประเมินคุณภาพการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา  การกำหนดเกณฑ์มาตรฐานด้านปัจจัยด้านกระบวนการและผลผลิตทางการศึกษาเพื่อนำไปสู่การประกันคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานทั้งนี้โดยมีการประเมินคุณภาพภายในและภายนอกและนำไปสู่การพัฒนาสถานะภาพผู้สอนและผู้บริหารสถานศึกษาตามมาตรฐานสากล
            8.  ประเด็นกระแสโลกาภิวัฒน์ (Globalization Currently)  ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในด้านวิสัยทัศน์  สังคม  สิ่งแวดล้อม  เศรษฐกิจ  การเมือง  วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการสื่อสาร  ทั้งทางบวกและทางลบ  แนวคิด  ค่านิยม  ความเชื่อได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านการดำรงชีวิต  การเรียนรู้ สังคมความรู้ สังคมปราชญ์และผลกระทบในการพัฒนาครู  การพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการและวิชาชีพครูอย่างสำคัญ (โณทัย   อุดมบุญญานุภาพ, 2543)

คุณลักษณะครูรุ่นใหม่ควรมีลักษณะอย่างไร

                        ตัวบ่งชี้คุณลักษณะครูตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาด้านปัจจัยเพื่อประเมินภายนอก 4 มาตรฐาน  12  ตัวบ่งชี้ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้กำหนดไว้ดังนี้
1.       มาตรฐานด้านมีวิญญาณความเป็นครู  มีคุณธรรมจริยธรรม  ประกอบด้วย
ตัวบ่งชี้  1  ครูมีความเอื้ออาทร  เข้าใจและเอาใจใส่ผู้เรียนทุกคนอย่างสม่ำเสมอและเท่าเทียมกัน
            ตัวบ่งชี้  2  ครูมีมนุษยสัมพันธ์  ควบคุมอารมณ์ได้และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
            ตัวบ่งชี้  3  ครูมีความรับผิดชอบ  ซื่อสัตย์  ตรงต่อเวลา  อุทิศตนให้กับการพัฒนาผู้เรียน
            ตัวบ่งชี้  4  ครูวางตนเหมาะสม  เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความประพฤติและบุคลิกภาพ
            ตัวบ่งชี้  5  ครูมีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพครู
            2.  มาตรฐานด้านความสามารถในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  ประกอบด้วย
            ตัวบ่งชี้  1  ครูรู้เป้าหมายของหลักสูตรและเป้าหมายการจัดการศึกษา
            ตัวบ่งชี้  2  ครูมีความรู้ความสามารถในการประเมินผลการเรียนการสอน  จัดทำแผนและกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
            ตัวบ่งชี้  3  ครูมีความรู้ความสามรถในการเรียนการสอนและการนำผลการประเมินมาใช้พัฒนาคุณภาพ
            3.  มาตรฐานด้านความสามารถในการแสวงหาความรู้  คิดวิเคราะห์และสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนประกอบด้วย
            ตัวบ่งชี้  1  ครูมีนิสัยรักการแสวงหาความรู้และข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อนำมาพัฒนาการเรียนสอน
            ตัวบ่งชี้  2  ครูมีความสามารถในการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอน
            ตัวบ่งชี้  3  ครูมีความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาและแก้ไขสถานการณ์ได้
4.       มาตรฐานด้านคุณวุฒิ  ความรู้  ความสามารถตรงกับงานที่รับผิดชอบ
ตัวบ่งชี้  1  ครูมีคุณวุฒิ  มีความถนัด  มีความเชี่ยวชาญตรงกับงานที่ปฏิบัติการสอน
(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2543)
หลักและมาตรฐานคุณลักษณะตามเกณฑ์การประเมินครูใหม่  10  ประการเพื่อการออกใบประกอบวิชาชีพครู  มาตรฐานนี้เทียบเท่าวุฒิบัตรชั้นสูงของสภาแห่งชาติด้านมาตรฐานวิชาชีพการสอน (NBPTS)  ได้แก่
หลักประการที่  1  ครูต้องเข้าใจความคิดหลัก  เครื่องมือที่จะใช้หาความรู้และโครงสร้างของหลักการที่ใช้สอน  และสามารถสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทำให้ลักษณะต่าง ๆ นี้มีความหมายแก่นักเรียน
หลักประการที่  2  ครูต้องเข้าใจว่าเด็กเรียนรู้อย่างไรและพัฒนาอย่างไรและสามารถตระเตรียมโอกาสแห่งการเรียนรู้ที่สนับสนุนการพัฒนาทางสติปัญญาและสังคมส่วนบุคคล
หลักประการที่  3  ครูต้องเข้าใจว่านักเรียนแตกต่างกันอย่างไรในการมีแนวทางเรียนรู้และครูต้องสร้างโอกาสทางการสอนที่มีการปรับให้เข้ากับนักเรียนที่มีความหลากหลาย
หลักประการที่  4  ครูต้องเข้าใจและใช้ยุทธศาสตร์การสอนต่าง ๆ ที่จะช่วยเร่งเร้าการพัฒนาของนักเรียนให้มีความคิด  รู้จักวิพากษ์วิจารณ์  แก้ปัญหาและแสดงทักษะได้
หลักประการที่  5  ครูต้องใช้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบันดาลใจและพฤติกรรมของกลุ่มและส่วนบุคคลที่จะสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เร่งเร้าการพบปะสังสรรค์ทางสังคม  การเข้าไปเกี่ยวข้องในการเรียนรู้และการสร้างพลังใจของตนเอง
หลักประการที่  6  ครูต้องใช้ความรู้ที่มีประสิทธิภาพในหลักการนิเทศด้านการใช้คำพูด การไม่ใช้ถ้อยคำและสื่อที่จะให้มีการเรียนรู้อย่างจริงจัง  มีการร่วมมือ  การพบปะสังสรรค์ในชั้นเรียน
หลักประการที่  7  ครูต้องวางแผนการสอนโดยมีพื้นฐานทางความรู้ในเรื่องราวที่สอนประชาคม  และเป้าหมายในหลักสูตร
หลักประการที่  8  ครูต้องเข้าใจและใช้ยุทธศาสตร์การประเมินอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการในการวัดผลและให้มั่นใจว่านักเรียนได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทางปัญญา ทางสังคมและทางกายภาพ
หลักประการที่  9  ครูต้องเป็นนักปฏิบัติที่มีการทบทวนตนเอง  โดยวัดผลอย่างต่อเนื่องในผลของทางเลือกและการปฏิบัติต่อคนอื่นๆ (นักเรียน  ผู้ปกครองและผู้มีวิชาชีพในประชาคมแห่งการเรียนรู้) และเป็นผู้เสาะแสวงหาโอกาสที่จะมีการเติบโตในทางวิชาชีพ
หลักประการที่ 10  ครูต้องสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานในโรงเรียน  ผู้ปกครอง  และองค์กรในประชาคมที่กว้างขวางมากขึ้น  เพื่อช่วยสนับสนุนการเรียนรู้และความเป็นอยู่ที่ดีของนักเรียน  (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2540)
คุณสมบัติ  6  ประการตามมาตรฐานครูแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (Advanced Skills Teacher)
1.  ครูมีผลงานเป็นเลิศ  โดยมีผลการสอนที่ปรากฏที่ตัวนักเรียนโดยนักเรียนแสดงผลการเรียนและพฤติกรรมอย่างสูง  อย่างสม่ำเสมอ  มีหลักฐานแสดงผลร่วมกับผู้ปกครองและผู้ปกครองมีความพอใจ
2.  ครูมีความเป็นเลิศในวิชาที่สอนหรือความรู้ในสาขาวิชาพิเศษ  โดยมีความรู้ในวิชาที่ตนสอนอย่างเชี่ยวชาญ  ลึกซึ้ง  กว้างขวาง  ทันตามความก้าวหน้าของวิชาการ  ครูมีความเข้าใจการใช้ข้อมูลระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีการสื่อสารในการสอนวิชาของตนอย่างเชี่ยวชาญ
3.  ครูมีความสามารถในการวางแผนอย่างดี  โดยเตรียมบทเรียน  และลำดับการสอนอย่างมีวัตถุประสงค์ที่ชัดแจ้ง  มุ่งให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างประสบผลสำเร็จ  มีความคาดหวังสูงให้กับนักเรียน  และครูสามารถวางแผนการสอนโดยใช้ประโยชน์จากผลการเรียนของนักเรียนทั้งในอดีตและปัจจุบัน
           4. ครูมีความสามารถเป็นเลิศในการสอน  การจัดการานักเรียนและการรักษาวินัยในห้องเรียนอย่าง สร้างสรรค์  ท้าทายและมีความสุขโดยครูมีความสามารถใช้วิธีสอนที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถท้าทายให้กลุ่มนักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความคิดสร้างสรรค์  กระตือรือร้น  สามารถใช้คำถามและอธิบายยกตัวอย่าง สาธิต  อย่างชำนาญการเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าสูงสุด  มีความสามารถในการช่วยเหลือนักเรียนที่มีความยุ่งยากในการเรียนและความประพฤติ  ครูสามารถรักษาความเคารพนับถือและรักษาวินัยในห้องเรียนได้อย่างยุติธรรม
            5. ครูมีความเป็นเลิศในการประเมิน  โดยใช้วิธีการประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของการสอนและปรับปรุงการสอนจากผลการประเมิน  ให้สัมพันธ์กับความก้าวหน้าของนักเรียนและเป้าหมาย
            6. ครูมีความเป็นเลิศในการให้คำแนะนำและสนับสนุนเพื่อนครู  โดยสามารถให้ข้อมูลย้อนกลับไปให้การสนับสนุน  คำแนะนำอย่างดีแก่เพื่อนครู  สามารถทำตัวเป็นแบบอย่างในการสอน  สาธิต  ฝึกอบรม  ให้ความร่วมมือ  ทั้งในโรงเรียนของตนและสถานการณ์อื่นอย่างมีคุณค่า  รู้วิธีการวางแผนและจัดลำดับความสำคัญของเวลาและกิจกรรมต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพได้รับการยอมรับจากผู้ร่วมงาน (สรุศักดิ์   หลายมาลา, 2543 ; สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2543 ; Advance Skills Teachers (cited 2000  Oct , 10) Avaible from URL: http://www.dfee.gov.uk/ast/index.htm)
            คุณลักษณะครูรุ่นใหม่ที่สำคัญและเป็นจุดเด่นในศตวรรษที่ 21 ควรมีคุณลักษณะดังนี้
            1.  มีความสนใจเสาะแสวงหาความรู้  กระตือรือร้นที่อยากเรียนรู้และเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้
            2.  มีความรอบรู้ด้านปรัชญาการศึกษา  นโยบายทางการศึกษา  กฎหมายการศึกษา  มาตรฐานวิชาชีพครู  มาตรฐานการศึกษา  จิตวิทยาการศึกษาและหลักสูตรการสอนทั่วไป
            3.  มีความรอบรู้ความสามารถที่ทันสมัย  ทันเหตุการณ์และทันต่อการเปลี่ยนแปลง  โดยสามารถเชื่อมโยงสภาพท้องถิ่นเข้ากับมาตรฐานสากลในลักษณะสหวิทยาการ
4.       มีความรู้ความสามารถในวิธีการแสวงหาความรู้
5.       รู้จักและเข้าใจพัฒนาการของผู้เรียน
           6.   มีความรู้และทักษะในวิชาชีพที่สอนอย่างลุ่มลึก  ชัดเจน  สามารถสอนแล้วผู้เรียนเข้าใจมีความสามารถเรียนรู้ได้และสนุกกับการ  เรียนรู้  สอนและจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเต็ม  ความสามารถ  เต็มเวลา  และเต็มหลักสูตร
            7.  มีความสามารถในการสร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่กระตุ้นความสนใจใฝ่รู้และมีความสุข  สนุกในการเรียนการสอนมีความสามารถในการสังเกตและรู้จักแก้ไขพฤติกรรม  การเสริมแรงและการลงโทษที่เหมาะสม
            8.  มีทักษะในการสอนอย่างเชี่ยวชาญและสร้างสรรค์การเรียนรู้จนสามารถพัฒนาผู้เรียนได้เต็มศักยภาพตามความแตกต่างระหว่างบุคคล  โดยปลุกเร้าให้ผู้เรียนแสดงความสามารถอย่างเต็มที่  เน้นการจัดกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อสนองผู้เรียนเป็นสำคัญ
9.       มีความรู้และความเข้าใจในเป้าหมายและวิธีการของหลักสูตรและการสอน
10.   มีความสามารถในการออกแบบ  วางแผนการสอนการบริหารจัดการชั้นเรียน  วิจัย
และพัฒนาการสอน  มีความเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการที่มีประสิทธิภาพและมีความสามารถวัดผลประเมินผลพัฒนาการของการเรียนรู้ได้หลายวิธีได้อย่างเหมาะสม  สม่ำเสมอ
11.   มีความรัก  ศรัทธาที่จะเป็นครู  มีความเมตตากรุณาและเป็นกัลยาณมิตรของศิษย์
            12. มีจริยธรรม  มีกริยามารยาทสุภาพเรียบร้อย วางตนอยู่ในศีลธรรมอันดีเปี่ยมด้วยคุณธรรมฝึกหัดปฏิบัติตนยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพครูโดยชี้แนะทางถูกต้องแก้ไขสิ่งผิดและยึดมั่นตามหลักศาสนา
            13.  มีบุคลิกภาพดีเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็กและสาธารณชน  ในด้านคุณธรรม  จริยธรรม  ค่านิยม  และการดำรงชีวิต
            14.  มีความรับผิดชอบในหน้าที่มุ่งมั่นในการทำงานทำงานเป็นระบบและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
            15.  มีความสามารถในการปลูกฝังวินัย คุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมที่ดี และถูกต้องต่อผู้เรียน
           16. ความสามารถในการจัดระเบียบเนื้อหาสาระการเรียนรู้  และจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ  ให้สอดคล้องกับพัฒนาการผู้เรียนและมีความสามารถพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นได้ตรงความต้องการของท้องถิ่น

หลักสูตรผลิตครูรุ่นใหม่ควรมีลักษณะอย่างไร      

                        คุณลักษณะทั่วไปของนักศึกษาครูในศตวรรษ 21 ในระดับอุดมศึกษาสาขาครุศาสตร์  ศึกษาศาสตร์  ซึ่งอยู่ในวัยกำลังจะเป็นผู้ใหญ่ในระดับปริญญาตรีเป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้นและมีอุดมการณ์ สนใจในสิ่งที่อยากรู้  ต้องการการยอมรับของเพื่อน  อาจารย์ และสังคม  ต้องการที่จะสามารถนำตนเองได้  เป็นบุคคลที่มุ่งสร้างประสบการณ์และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ( Self Directed Learning)  มักสนใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและสิ่งแวดล้อม  การจัดการเรียนการสอนควรมุ่งจัดให้สอดคล้องกับความต้องการของนักศึกษาสาขาศึกษาศาสตร์และให้สามารถเชื่อมโยงกับประสบการณ์และบริบทของผู้เรียนจะสามารถช่วยให้เรียนรู้ได้ดี (ไพฑูรย์  สินลารัตน์, 2542 ; สุวัฒน์  วัฒนวงศ์, 2538 )
ปฏิณญาสากลว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาศตวรรษที่ 21 ณ กรุงปารีส (5-9.. 2541)  ได้บัญญัติไว้ว่า  การจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเห็นผลผลิตคุณภาพของนักศึกษาระดับอุดมศีกษาจะต้องมุ่งพัฒนาด้านสำคัญและให้บรรลุคุณลักษณะของผู้เรียนรู้ดังนี้  คือ
1.  จะต้องมีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาน  มีความคิดและการติดสินใจด้วยตนเอง
2.  จะมุ่งแสวงหาความรู้ด้วยการศึกษาด้วยตนเอง  การศึกษาที่ต่อเนื่องและการศึกษาเพื่อการดำรงชีวิตและเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ (Learning Person) มีทักษะชีวิตที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ
3.  มีความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง  ประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมีทักษะกระบวนการแก้ไขปัญหา
4.  การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านเครือข่ายได้อย่างชำนาญและมีทักษะการสื่อสารสารสนเทศด้านภาษาและเครือข่าย
5.  การเรียนรู้ร่วมกันเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้  (Learning Society)  (ปฏิณญาสากลปารีส October, 1998 ; Education Goal, 2000)
หลักสูตรผลิตครูรุ่นใหม่มีลักษณะสำคัญและจะเน้นให้เหมาะในศตวรรษที่ 21 คือ
            1.  มีระยะเวลาการเรียนที่ยาวนานยิ่งขึ้น  โดยฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู  ประยุกต์ความรู้เพื่อสอน  วิจัยและพัฒนา เสนอผลงานต่อสถาบันและสาธารณชนในรอบ 1 ปี
2.       ใช้คุณลักษณะของครูรุ่นใหม่  กำหนดเป็นจุดมุ่งหมายของหลักสูตรโดยตรง
3.       องค์ประกอบของกลุ่มวิชาในหลักสูตรและจำนวนหน่วยกิตไม่น้อยกว่า 170 หน่วยกิต
จัดเป็น 4 กลุ่มวิชา  คือ
3.1  กลุ่มวิชาการศึกษาทั่วไป        จำนวน  30 – 35  หน่วยกิต
3.2  กลุ่มวิชาชีพครู                     จำนวน  45 – 55  หน่วยกิต
           3.3  กลุ่มวิชาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และการประยุกต์ จำนวน  25 – 30 หน่วยกิต
3.4 กลุ่มวิชาเลือกเฉพาะด้านหรือวิชาเอก จำนวน 60 – 70 หน่วยกิต
4.       มีเกณฑ์การประเมินผลการเรียนรู้ที่เข้มข้นยิ่งขึ้นคือ  จะต้องได้ระดับผลการเรียนไม่
ต่ำกว่า  C  หรือ  S  ทุกรายวิชา  มีคะแนนสะสมเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า  2.50 และมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ  90  ของเวลาเรียนในแต่ละรายวิชา
            5.  มีเกณฑ์คุณลักษณะการคัดเลือกผู้จะเข้าเรียนตามกรอบหลักสูตร ที่มุ่งเน้นให้คัดเลือกคนดี คนเก่งและมีจิตใจที่ชอบที่จะเป็นครูเข้าเรียน
            6.  มีจุดเน้นในโครงสร้างในวิชาที่สอดคล้องกับความต้องการและการแก้ไขปัญหาคุณภาพทางวิชาการของครูยุคใหม่คือ
5.1       เน้นวิชาภาษาอังกฤษที่มุ่งให้ครูสามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ในระดับสูง
5.2       เน้นวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา ที่มุ่งให้ครูเป็นนักเทคโนโลยี  เพื่อ
พัฒนาสื่อนวัตกรรมการสอน                    
5.3       เน้นวิชาวิจัยทางการศึกษาที่มุ่งให้ครูเป็นนักวิจัย  สามารถวิจัยและพัฒนาทางการ
เรียนการสอน แก้ปัญหาการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ
5.4       เน้นทักษะกระบวนการคิด การคิดอย่างมีวิจารณญาณ  ความคิดสร้างสรรค์ที่เน้นให้
ครูเป็นนักคิด  นักเปลี่ยนแปลง  ปรับปรุงด้วยวิธีการต่าง ๆ อย่างมีระบบและมีวิจารณญาณ  ซึ่งเป็นแบบอย่างของครูรุ่นใหม่
            6.5  เน้นความรู้อย่างลึกซึ้ง  กระจ่างชัดในเนื้อหาวิชาเอกและวิชาความเป็นครู  ให้แตกฉานระดับครูมืออาชีพ  โดยมีสัดส่วนจำนวนหน่วยกิตการเรียนรู้อย่างสมดุลและสัดส่วนระหว่างวิชาชีพครู  วิชาฝึกประสบการณ์วิชาชีพและวิชาเอก

หลักสูตรผลิตครูรุ่นใหม่ควรมีหลักการสำคัญดังนี้
            1.  เป็นการจัดการศึกษาเพื่อผลิตบัณฑิตวิชาชีพครูสาขาต่างๆ  ให้มีมาตรฐานตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพโดยให้มีความรู้  สติปัญญา  มีความสามารถในการสอนและมีคุณธรรมจริยธรรม
2.  เป็นการศึกษาที่มุ่งให้บัณฑิตสามารถบูรณาการ  ประยุกต์พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการสอนในสถานศึกษาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ท้องถิ่นและสากล
3.  เป็นการศึกษาที่มุ่งให้บัณฑิตสร้างความเป็นเลิษในวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงอย่างภาคภูมิมั่นคงและน่าเชื่อถือ
4.     เป็นการศึกษาที่เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างเต็มศักยภาพโดยอาศัยสื่อ  นวัตกรรมและแหล่งเรียนรู้ที่กว้างชวาทั้งในท้องถิ่น ในประเทศและต่างประเทศ  เน้นการใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์ตลอดชีวิตและการเรียนรู้ที่เข้มข้นและหลากหลาย
5.         เป็นหลักสูตรที่มีความสมดุลทั้งเนื้อหาสาระและกิจกรรม  พัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนในลักษณะหลักสูตรบูรณาการสัมพันธ์วิชา  (Correlation  and  Integrated  Curriculum)
จากสาระสำคัญแห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พุทธศักราช  2542  ได้บัญญัติไว้ว่า  ให้กระทรวงศึกษาส่งเสริมให้มีระบบการผลิตและพัฒนาครู  คณาจารย์และบุคลากรการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง  โดยการกำกับและประสานงานให้สถาบันที่ผลิตครูและพัฒนาครูคณาจารย์รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษาให้มีความพร้อมและมีความเข้มแข็งในการเตรียมบุคลากรใหม่และพัฒนาบุคลากรประจำการอย่างต่อเนื่อง…”  ดังนั้นภายใต้ความมุ่งหวังที่จะให้การศึกษาเป็นกลไกการพัฒนาคุณภาพคนของประเทศเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศ  เสริมสร้างศักยภาพในการพึ่งพาตนเองและการแข่งขัน  รวมทั้งความก้าวหน้าและมั่นคงทางเศรฐกิจในประชาคมโลกบนฐานแห่งความเป็นไทย  ครู  เป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งที่จะทำให้การศึกษาเป็นกลไกนำไปสู่คุณภาพคนของประเทศได้  ดังนั้นปัญหาเกี่ยวกับ  ครู  และ  วิชาชีพครู  จำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการปรับปรุง แก้ไขพัฒนาโดยเร่งด่วนเพื่อให้การศึกษาสามารถพัฒนาคุณภาพ  ครู  ได้สมตามเจตนารมย์ที่ตั้งไว้  ความต้องการจำเป็นจึงต้องสมควรที่จะสร้างสรรค์  ครูรุ่นใหม่  ที่ยอมรับและสามารถแสดงพันธกิจและทิศทางของตนเองได้อย่างเต็มที่และสมบทบาท  ด้วยคุณลักษณะครูที่มีมาตรฐานและนั่นคือการสร้างสรรค์คุณลักษณะครูรุ่นใหม่ที่เป็นมืออาชีพและสร้างสรรค์หลักสูตรครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ที่มีเนื้อหาสาระและกระบวนการเรียนรู้และการฝึกหัดที่เข้มข้นมีประสิทธิภาพ  รัฐและองค์กรจะต้องมีระบบการกำหนดคุณลักษณะครูรุ่นใหม่  มีหลักสูตรครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ที่มีคุณภาพโดยมีสาระและวิธีการพัฒนาคุณลักษณะให้ครูรุ่นใหม่ได้ดำรงอยู่ในตำแหน่ง  บทบาทหน้าที่ครู  พร้อมที่จะแข่งขันกับวิชาชีพอื่นและเพื่อให้ได้ครูรุ่นใหม่ระดับมืออาชีพอยู่ในสถาบันและสังคมที่ยิ่งใหญ่กว้างไกลอย่างมีเกียรติและได้รับในปัจจุบันและอนาคต
อนึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การปฏิรูปการศึกษาไม่มีวันสำเร็จถ้าไม่ได้ปฏิรูปครู  เพราะครูเป็นกุญแจสำคัญของการนำไปสู่ความสำเร็จในการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ซึ่งเป็นรูปหัวใจในการปฏิรูปการศึกษา  ดังนั้นจึงได้ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของการผลิตครู  และการพัฒนาครูให้เป็นครูคุณภาพ  และเป็นครูมืออาชีพ เป็นครูที่รักของผ้เรียนและพร้อมที่จะเรียนรู้และส่งเสริมชี้แนะให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มศักยภาพและเป็นผู้รักในการเรียนรู้  เป็นครูที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเพื่อยกมาตรฐานวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง  เป็นครูมุ่งพัฒนา  สามารถประเมินและปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่อง  พร้อมปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพครูอย่างเคร่งครัด  เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียนและผู้อื่น  มีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถในการแข่งขันและมีความร่วมมือ  มีความเป็นไทยในความเป็นสากล  เป็นคนเก่งเป็นคนดี  และมีความสุขดังนั้น  จากสภาพการณ์  ความคาดหวัง  และความต้องการพัฒนา  จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายภารกิจและทิศทาง  ในการปฏิรูปวิชาชีพครู  โดย
1.    เพิ่มคุณสมบัติและคุณลักษณะของผู้จะเป็นครูและผู้จะได้รับการยกย่องเป็นครูมืออาชีพโดยมีการกำหนดระดับคุณลักษณะครู  (NTQ :  National  Teachers  Qualification)
2.    เร่งจัดระบบ  กลไก  เชื่อมโยง  เกื้อกูลระหว่างระบบการผลิต  การพัฒนา  การบริหารครู  การยกย่องครู  มุ่งพัฒนาวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง  โดยปรับปรุงหลักสูตรผลิตครูพัฒนาครูและขยายหลักสูตรปริญญาตรี  สาขาการศึกษาศาสตร์  เป็น  5  ปี  เพื่อความเข้มข้นของศาสตร์  ศิลปการสอน  และจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู  นำไปสู่การปรับโครงสร้างของเงินเดือน  ค่าตอบแทนและวิทยฐานะครูรุ่นใหม่
            ครูรุ่นใหม่เป็นบุคลากรวิชาชีพ  ซึ่งทำหน้าที่หลักทั้งทางด้านการเรียนการสอน  และการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ  ในสถานศึกษาของรัฐ  และเอกชน  โดยมีองค์ประกอบคุณลักษณะที่เพียบพร้อมในด้านความรอบรู้ในวิทยาการในฐานะครูและพลเมืองที่มีคุณภาพ  มีความสามารถและทักษะในด้านการเรียนการสอนที่สร้างสรรค์การเรียนรู้  สมกับเป็นบุคลากรในวิชาชีพชั้นสูง  มีคุณธรรม  จริยธรรม  และบุคลิกภาพสมกับความเป็นครู  และมีความรู้อย่างลึกซึ้ง  กว้างขวางในศาสตร์สาขาที่สอน  (Subject  Matter)  อันนำไปสู่บุคลากรวิชาชีพ  ผู้ซึ่งสมควรได้รับใบประกอบวิชาชีพครู  ตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพที่สภาวิชาชีพครูจะกำหนด  การดำเนินการเพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครู  คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงและเป็นที่ยอมรับจากสังคมทั่วไป  เริ่มต้นตั้งแต่การปรับปรุงระบบการผลิตครูเพื่อให้การผลิตครูสอดคล้องกับสภาพความต้องการ  ความจำเป็นทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพโดยการพัฒนาหลักสูตรการผลิตครูรุ่นใหม่ให้เข้มข้นในศาสตร์ที่สอนและหลากหลายในวิธีการสอน.
การเป็นผู้นำในสถานศึกษาอย่างมืออาชีพ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 และนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาต่างมีอุดมการณ ์และหลักการการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมไทยเพื่อให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และเพื่อให้คนไทยทั้งปวงได้รับโอกาสเท่าเทียมกันทางการศึกษาพัฒนาคนได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตอันเป็นเงื่อนไขไปสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ที่พึงประสงค์
อุดมการณ์สำคัญของการจัดการศึกษา คือ การจัดให้มีการศึกษาตลอดชีวิต และการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมเห่งการเรียนรู้ การศึกษาที่จะสร้างคูณภาพชีวิต และสังคมบูรณาการอย่างสมดุลระหว่างปัญญาธรรม คุณธรรม และวัฒนธรรม เป็นการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อคนไทยทั้งปวงมุ่งสร้างพื้นฐานที่ดีในวัยเด็ก ปลูกฝังความเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมตั้งแต่วัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน และพัฒนาความรู้ความสามารถเพื่อการทำงานที่มีคุณภาพ โดยให้สังคมทุกภาคส่วนร่วมในการจัดการศึกษาได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียน และสามารถตรวจสอบได้อย่างมั่นใจว่า การศึกษาเป็นกระบวนการของการพัฒนาชีวิต และสังคมเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ อย่างยั่งยืน สามารถพึงตนเอง และพึ่งกันเองได้ และสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ)ดังนั้นในการดำเนินการการจัดการศึกษาโดยเฉพาะการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นการศึกษาขั้นต้นจึงจำเป็นที่จะต้องปูพื้นฐานให้แก่ผู้เรียนอย่างมั่นคง จริงจัง ในทุก ๆ ด้านตามเจตนารมณ์ของการจัดการศึกษา จึงจำเป็นต้องส่งเสริมความเข้มแข็งให้แก่สถานศึกษาในการจัดการศึกษา และได้บัญญัติไว้ในมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฯ ให้มีการกระจายอำนาจการบริหารจัดการศึกษาทั้งด้านวิชาการ งบประมาณบริหารงานบุคคล และงานบริหารงานทั่วไป ไปยังคณะกรรมการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในเขตพื้นที่ มีอิสระมึความเข้มแข็งในการบริหารงาน เพื่อให้การบริหารเป็นไปอย่างคล่องต้ว รวดเร็ว และสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน สถานศึกษา ชุมชน ท้องถิ่น และประเทศชาติโดยรวม
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มีมาตรฐานการศึกษาของชาติ หรือหลักสูตรที่เลิศ และมีงบประมาณสนับสนุนที่มากมาย ถ้าหากโรงเรียนซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติโดยเฉพาะครูผู้รูู้อนยังมีพฤติกรรมการสอนที่ไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งต่าง ๆที่กล่าวมาหาได้มีความหมายใด ๆไม่
การทำงานที่ประสบผลสำเร็จของโรงเรียนปัจจัยที่สำคัญยิ่งคือ ครูมีกำลังใจในการทำงาน มีความกระตือรือร้น ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และสติปัญญาอย่างเต็มที่คือหนทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ การเปลี่ยแปลงพฤติกรรมของครูให้เป็นที่คาดหวังดังกล่าว ส่วนหนึ่งคือ ผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทอย่างยิ่งในระดับหน่วยปฏิบัติ ที่จะให้การกระตุ้นยั่วยุ ปลุกเร้า ท้าทาย เพื่อให้ครูมีความกระตือรือร้น ทุ่มเทกับการทำงาน พร้อมสนับสนุนให้ครูมีความรู้ ความสามารถในการทำงาน การจัดกิจกรรมการการเรียนการสอนอย่างลุ่มลึก และแจ่มแจ้ง พร้อมสนับสนุนปัจจัยหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำงานต่าง ๆ ให้เพียงพอก็จะทำให้ครูมีประสิทธิภาพในการจัดกืจกรรมการเรียนการสอนโดยจะต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง และจริงจังจะหยุดไม่ได้ ดังนั้นการดำเนินงานที่จะทำให้ โรงเรียนปราศจากความล้มเหลวควรที่จะประกอบด้วยปัจจัยของการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาอย่างมืออาชีพดังนี้

1.การเป็นผู้นำ
ความสำเร็จหรือความล้มเหลวทั้งปวงของโรงเรียนขึ้นอยู่กับผู้บริหารโรงเรียนหรือผู้นำ ทั้งสิ้น พฤติกรรมของผู้นำ คือ ชักจูง ปลุกเร้า ให้ครูในโรงเรียนทุกคน ตลอดทั้งผู้ปกครอง และชุมชน ยอมรับคล้อยตามความฝัน หรือเป้าหมาย เพื่อให้ความฝันหรือเป้าหมายเกิดความเป็นส่วนร่วมกันของคณะครู อาจารย์ ผู้ปกครอง และชุมชน มิให้เป็นของคน ๆ เดียวเมื่อทุกคนมีส่วนร่วม และยอมรับเป้าหมายตรงกันทุกคนส่วนร่วมในกระบวนการที่จะทำให้ฝันเป็นจริงโดยเปิดโอกาสให้ครูทุกคนมีอิสระในความคิด และร่วมสร้างสรรค์ในการพัฒนางานเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ผู้บริหารโรงเรียนที่ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่มีเป้าหมาย มักจะถูกครูที่อยู่รอบข้าง หรือผู้บังคับบัญชา หรือนักการเมืองที่อยู่เหนือขึ้นไป กำหนดขอบเขตให้เดินตาม ดังนั้นผู้บริหารที่จะทำโรงเรียนไปสู่ความสำเร็จ จะต้องมีลักษระดังนี้
1) เป็นผู้มีความฝัน ว่าโรงเรียนในอุดมคติหรือโรงเรียนที่ดีนั้นมีหน้าตา ลักษณะอย่างไร มองเห็นภาพงาน และภาพความสำเร็จที่จะเดินไป
2) โน้มน้าว และสร้างแรงจูงใจให้ครู ผู้ปกครอง และชุมชนยอมรับ และคล้อยตามฝันเพื่อให้เป็นความฝันของทุก ๆ คนร่วมกัน
3) เป็นผู้มีความตั้งใจแน่วแน่ และอุทิศตนในการที่จะทำให้โรงเรียนในฝันเป็นจริง โดยยืนยัดอดทน ไม่ทิ้งความฝันที่ตั้งไว้
4) กระตุ้นยั่วยุ ปลุกเร้า ท้าทาย และสนับสนุนให้ทุกคนมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการทำงานอย่างเข้มแข็ง
5) เป็นผู้มีคุณะรรม จะได้รับความร่วมมือและมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน
6) เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ ยอมรับสิ่งใหม่ ๆ กระตือร้อร้นที่จะเรียนรู้ ความคิดเห็นใหม่ ๆ รวมทั้งกล้าเผชิญหน้า และ ยอมรับการเปลี่ยนแปลง

2.ลูกค้าคือสิ่งสำคัญที่สุด
บริษัทที่ประสบความสำเร็จ จะต้องยึดถือลูกค้าเป็นเป้าหมายสูงสุด ทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และครู ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ร่วมวางแผน ในการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียน และส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐาน และควบคุมตรวจสอบคุณภาพการศึกษาเพื่อเป็นข้อมูลย้อนกลับมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ตลอดจนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจในกิจกรรมต่าง ๆ หากทำได้อย่างที่กล่าวแล้วนั้นย่อมแสดงว่าโรงเรียนก้าวสู่ยุคปฏิรูป เป็นที่ยอมรับของลูกค้า ที่มาใช้บริการอย่างแท้จริง

3.มองเห็นเป้าหมายหรือภาพความสำเร็จตรงกัน
ในการปฏิบัติงานใด ๆจะต้องฝึกให้ผู้มีส่วนร่วมงานรู้จักการตั้งเป้าหมาย หรือมีเป้าหมายทุก ๆ ครั้ง เมื่อมีเป้าหมายและภาพของความสำเร็จของงานจะเป็นตัวชี้วัดของการทำงานว่าสำเร็จ หรือล้มเหลว
การทำงานหากแต่ละคนมีเป้าหมาย และจุดมุ่งหมายในการทำงานคนละอย่างคนละเรื่องแล้ว การทำงานย่อมไม่มีทิศทาง และพลัง เพราะคนต่างทำตามความรู้สึกนึกคิดของตนเอง เปรียบเสมือนกับการพายเรือ หากฝีพายไม่ทราบจุดหมาย และเป้าหมายที่จะไปแล้วแต่ละคนจะพายไปในทิศทางของตนเอง เรืออาจจะวนไปวนมา หรือเรืออาจล้มได้ แต่ถ้าหากทุกคนมีจุดหมายและเป้าหมายในทิศทางที่ตรงกันแล้วทุกคนก็จะพายไปในทิศทางเดียวกัน แและจะถึงจุดหมายที่จะไปในที่สุด
ในการบริหารสถานศึกษาก็เช้นเดียวกัน คือทุกคนจะต้องรู้เป้าหมาย เข้าใจร่วมกัน และเห็นภาพสุดท้ายในการทำงานที่ตรงกันเพราะเมื่อทุกคนมีเป้าหมายร่วมกันและตรงกันแล้วก็จะเกิดพลัง และความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานให้ได้ผลตามเป้าหมายอย่างมีคุณภาพ และในการตั้งเป้าหมายนั้น จะต้องตั้งเป้าหมายที่คนได้ยินได้ฟังเกิดพลัง มีความทะเยอทะยาน ท้าทาย และมีความเป็นไปได้
พึงตระหนักว่า โรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จจะต้องอาศัยพื้นฐานของวิสัยทัศน์ หรือความคาดหวังของผู้มีส่วนร่วมได้เสีย(Stakeholders ) ร่วมกันสร้างเป้าหมาย(Goals ) โดยมุ่งที่ตัวนักเรียนเป็นผลผลิต และร่วมกันวางแผนยุทธศาสตร์(Strategic plan) โดยอาศัยข้อมูลอย่างจริงจังเเื่ื่ื่อพัฒนาวิสัยทัศน์ และเป้าหมายที่พึงประสงค์
ในสถานศึกษา การกำหนดเป้าหมายจะต้องมุ่งไปที่นักเรียนซึ่งเป็นลูกค้า ว่านักเรียนจะต้องได้รับอะไรบ้างโดยมีหลักสูตรเป็นกรอบในการกำหนดเป้าหมาย และมาตรฐานคุณภาพการศึกษา ซึ่งผู้มีส่วนได้ด้เสีีัยร่วมกันกำหนดพร้อมกำหนดยุทธศาสตร์ ที่จะก้าวไปถึงเป้าหมาย เพื่อให้ทุกคนมองเห็นภาพสุดท้ายที่ตรงกัน

4.การสร้างองค์กร (ดำเนินการให้ทุกคนเชื่อมั่นในเป้าหมาย)
การสร้างองค์กรให้มีความเชื่อมั่นในเป้าหมาย ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร จะต้องแสดงหรือตอกยำ้ และกล่าวถึงเป้าหมายให้ทุกคนเกิดความเชื่อมั่น เพื่อจะให้ทุกคนในองค์กรจะได้ ช่วยกันทุ่มเทการทำงานให้ได้ตามเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา และฝังอยู่ในจิตใจของทุกคน เสมือนกับการตอกหัวตะปูยำ้แล้วยำ้อีกเพื่อจะให้ตะปูเจาะเนื้อไม้ที่แข็งแกร่งเพื่อให้ทุกคนเห็นจุดยืนหรือทิศทางของโรงเรียนอย่างชัดเจนไม่ว่าจะมีอุปสรรค์ หรือการเปลี่ยนแปลงใด ๆก็ตามก็พร้อมที่จะช่วยกันฟันฝ่าไปสู่เป้าหมาย

5.ความคิดสร้างสรรค์
มีนักจิตวิทยากล่าวไว้ว่า"คนไทยส่วนใหญ่ชินต่อระบบการชี้นำจึงไม่อยากคิดเอง และไม่พร้อมที่จะคิดหาวิธีการทำงานของตนเองถ้าหากมีคนชี้นำดีก็พอนำไปได้ถ้าหากขาดผู้ชี้นำที่ดีก็จะทำงานไม่ได้หรือไม่อยากจะทำงานต่อไป และผู้บังคับบัญชาก็ไม่ได้ใจลูกน้องเนื่องจากเราชินต่อระบบเผด็จการ และการที่ลูกน้องไม่กล้าแสดงความสามารถ จึงทำให้ผู้บังคับบัญชาชินต่อการสั่งการเลยไม่ค่อยเข้าใจลูกน้อง" หน่วยงาน หรือสถานศึกษาที่ประสบผลสำเร็จร็็ถึอความคิดสร้างสรรค์เป็นหัวใจของบริษัท ซึ่งต้องคอย กระตุ้น ยั่วยุ ท้าทาย และให้การสนับสนุนบุคลากรในหน่วยงาน เกิดความคิดสร้างสรรค์ และคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ แปลก ๆ อยู่ตลอดเวลา
การที่จะให้เกิดกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ จะต้องเริ่มจากการ ตั้งเป้าหมายที่ฝังแน่นในหัวใจ และต่อมาก็จะเกิดความตั้งใจปรารถนาจะไปให้ถึงเป้าหมายมีความตั้งใจอย่างแรงกล้า จึงจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบการคิดค้นในวิธีการหรือวัตถุสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย ดังนั้นการปฏิบัติงานในสถานศึกษาผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้อิสระในการทำงานพร้อมกับสนับสนุนและให้กำลังใจในการทำงาน โรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จหรือโรงเรียนดีเด่นต่าง ๆจะมีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ แปลก ๆอยู่เสมอในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียน

6.การทำงานเป็นทีม
ในโลกอนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงอยู่ในขณะนี้ การบริหารงานแบบข้าเก่งคนเดียว ย่อมสิ้นสุดลงแล้วเมื่อย่างเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ การบริหารงานที่จะอยู่รอดได้ คือ การทำงานเป็นทีม และต้องเป็นทีมที่เต็มไปด้วยพละกำลัง และความกระตือรือร้น เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมาย ดังเช่นอาชีพหมอ จะมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และและความคิดเห็นกันอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่การวินิจฉัยโรคจนถึงการผ่าตัดรักษาคนไข้
ไซเซอร์(sizer) กล่าวถึงโรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จ ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา จะต้องเป็นโรงเรียนที่มีลักษณะของความเป็นกัลยาณมิตรร่วมวิชาชีพ (Collegiality ) คือ
1)บุคลากรในโรงเรียนพูดคุยกันถึงเรื่องการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง สมำ่เสมอและเป็นรูปธรรม
2) บุคลากรในโรงเรียนสังเกตการทำงานของกันและกันทั้งในเรื่องของการเรียนการสอน และการบริหารโรงเรียนแล้วนำสิ่งที่ได้จากการสังเกตมาพิจารณาทบทวน และพูดคุยกันเพื่อการพัฒนาให้ดีขึ้น
3) บุคลากรในโรงเรียนร่วมพัฒนาหลักสูตรโดยการวางแผนออกแบบทำวิจัยศึกษา และวัดผล ประเมินผลหลักสูตรที่ใช้ในโรงเรียน
4) บุคลากรในโรงเรียนแนะนำการสอน และพัฒนาซึ่งกันและกันในเทคนิควิธีการทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และภาวะผู้นำที่แต่ละคนถนัด
ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวข้างต้นจะทำให้ทุกคนเกิดการมีส่วนร่วม คือทุกคนร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผน ร่วมลงมือปฏิบัติ ร่วมประเมินผล และร่วมรับผลได้ผลเสียในการกระทำร่วมกัน เมื่อทุกคนมีส่วนร่วมจะทำให้ทุกคนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ
การทำงานเป็นทีม เป็นการดึงเอาศักยภาพหรือความเก่งของแต่ละบุคคลในกลุ่มมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และบุคคลในกลุ่มยังได้เรียนรู้การทำงานที่ดีจากเพื่อน ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ นโยบาย เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ การทำงานที่คลุมเครือจะกระจ่างขึ้น ทุกคนเห็นเป้าหมาย และจุดหมายได้ตรงกัน ซึ่งจะช่วยกันสร้างภาพงานหรือหนทางที่หลากหลายในการไปสู่เป้าหมาย อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญที่สุดบุคลากรมีความรัก ความเข้าใจ และเอื้ออาทรต่อกัน

7 เปิดโอกาสให้คนอื่นพูด
การฟังคือความสามารถที่จะช่วยให้เรารู้ถึงความต้องการ และวัตถุประสงค์ของลูกค้า ผู้ซื้อ และผู้ร่วมงาน ดังนั้นการฟังของผู้บริหารจึงเป็นเครื่องชี้อย่างหนึ่งที่บอกว่าสำนักงานใด หรือโรงเรียนใดล้มเหลว หรือประสบความสำเร็จ ดังปราชญผู้รู้กล่าวว่า"พระเจ้าประทานให้เรามีสองหูหนึ่งปาก" ดังนั้นการฟังจึงมีความสำคัญต่อหน่วยงาน

8.ความเรียบง่ายของผู้บริหาร
กรอบความคิดเป็นตัวกำหนดในการแสดงพฤติกรรมที่เป็นมิตรหรือศัตรู ถ้าผู้บริหารมีกรอบความคิดว่าทุกคนคือเพื่อนร่วมงานการปฏิบัติตนของผู้บริหารจะแสดงออกด้วยความเป็นมิตร ทั้งภาษา ท่าทาง มีการยกย่องให้เกียรติ และไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความเป็นศัตรูจะไม่เกิดขึ้น

9.คำชมเชย
ในชีวิตการทำงานจริง ๆเราต้องทำงานร่วมกับหมู่คณะ บางครั้งเราต้องการความร่วมมือ บางครั้งเราต้องการให้เขาทำงานตามสิ่งที่เราบอก บางครั้งเราต้องการให้เขากระตือรือร้นสนใจในการทำงาน และอื่น ๆ อีกมากมาย ตามแต่ใจปรารถนา แต่สิ่งหนึ่งที่เรามักลืมนึกถึงในการทำงานร่วมกันคือ คนเราทุกคนต้องการคำชมเชย ยกย่อง และไม่มีใครต้องการคำตำหนิ ดูถูก หรือเหยียดหยาม (แต่คำยกย่องชมเชย ต้องมาจากความจริงใจ)่ และเมื่อทุกคนต้องการสิ่งเหล่านี้ทำไมผู้บริหารให้เขาไม่ได้(ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ต้องลงทุนแต่อย่างไร)
ในคำยกย่อง ชมเชยผู้เขียนนึกถึงสมัยเรียน ระดับประถมศึกษาในหลักสูตรพุทธศักราช 2503 ในวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 นิทานเรื่อง "โคนันทวิสาร"ได้พูดถึงการทำงานของโคในการลากจูงเกวียนที่บรรทุกสิ่งของค่อนข้างหนักแต่เจ้าของเกวียนใช้คำพูดที่เป็นลักษณะปิยะวาจาทำให้การทำงานในครั้งนั้นดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ดังนั้นในการทำงานแม้จะยากลำบากหนักหนาสาหัส แต่ถ้าได้รับคำชมเชยเราจะได้ใจจากเพื่อนร่วมงานที่จำทำงานให้บรรลุเป้าหมายไปได้

10.การท้าทาย
มนุษย์ทุกคนปรารถนาอยากจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ มีอำนาจ ชื่อเสียง เกียรติยศ เป็นที่รู้จัก และยอมรับนับถือของผู้คนด้วยกันทั้งสิ้น การท้าทายจึงเป็นการพิสูจน์ความสามารถของตนเอง หน่วยงานหรือองค์การที่ประสบความสำเร็จมักจะหาเรื่องต่าง ๆมาท้าทายความสามารถของบุคลากรในหน่วยงานอยู่เสมอพร้อมกับคำพูดยั่วยุ ปลุกเร้า โดยพยายามที่จะเลือกหาคำที่เหมาะสมเพื่อเป็นการปลุกเร้า ให้บุคลากรลุกขึ้นมาแข่งขันอยู่ตลอดเวลา เช่น "เราจะชนะคู่แข่งให้ได้ " "สินค้าและการบริการของเราจะต้องอยู่ในแนวหน้าเท่านั้น" "การทำงานวันนี้จะต้องได้ผลดีกว่าเมื่อวานนี้"
ดร.อัลวิน เอซ ไพร้ซ์ ได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ในหนังสือ 101 วิธีช่วยให้เด็กฉลาด ในเรื่องการท้าทายมีหลักดังนี้
1) ควรให้การท้าทายในขอบเขตเรื่องที่เขาเคยทำสำเร็จมาแล้ว
2) แน่ใจว่าเพื่อนร่วมงานมีความสนใจในเรื่องท้าทายนั้น ๆไม่ใช่เรื่องที่เขาคิดว่า เขาควรจะลองจะเลือก ในสิ่งที่เขาอยากลอง
3) ในเรื่องการท้าทายนั้น ๆจะต้องยากนิดหน่อย เพื่อให้เป็นเรื่องท้าทายจริง ๆแต่ไม่ใช่ยากจนเกินไปจนเขาไม่กล้าลอง

11. ให้ความรู้และเครื่องมือในการทำงาน
คนเราเมื่อมีความรัก ความอยาก ความชอบ หรือที่เรียกว่า ฉันทะ ที่จะทำงานแล้ว ต่อมาก็จะเกิด วิริยะ คือความเพียร มี จิตตะ คือจิตใจจดจ่อต่อการทำงาน และ มี วิมังสะ คือความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของศาสตร์ นั้น ๆอย่างลุ่มลึก และถ่องแท้ รู้จักปรับปรุงใคร่ครวญ พัฒนางานให้ดียิ่งขึ้นจึงเป็นเรื่องที่จะขาดไม่ได้ ดังนั้นในการจะพัฒนาให้ครูเป็นผู้มีความรู้ความสามารถถึงขั้นครูมืออาชีพในการจัดการเรียนการสอนควรจะมีวิธีดำเนินการในเรื่องดังต่อไปนี้
1) การให้ครูมีโอกาสไปศึกษาดูงาน
2) จัดหาหนังสือให้ครูได้ศึกษาค้นคว้า อ้างอิง
3) จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน
4) การเชิญวิทยากรหรือผู้มีความสามารถ มาให้ความรู้ หรือมาฝึกปฏิบัติ
5) จัดหาครูที่มีความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มาเป็นครูพี่เลี้ยงให้คำแนะนำช่วยเหลือ
6) จัดตั้งชุมนุม หรือชมรม QC เพื่อและเปลี่ยนความคิดเห็น
7) สนับสนุนให้ครูได้มีการศึกษาต่อในสถาบันต่าง ๆ
8) ให้ครูได้รับการอบรมสัมมนา หรือฝึกปฏิบัติอยู่เสมอ
9) จัดให้มีการนิเทศอย่างต่อเนื่องอยู่เป็นประจำ

12.การให้ข้อมูลย้อนกล้บ
การทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ปฏิบัติงานไม่มีข้อมูลที่แสดงกระบวนการทำงาน หรือผลผลิตที่ได้มานั้นมีข้อบกพร่องอะไรที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข หรือมีจุดเด่นอยู่ที่ไหน ที่จะต้องรักษาไว้ หรือพัฒนาต่อไป
ปกติการทำงานหรือได้รับมอบหมายให้ทำงานอย่างหนึ่งอย่างใด เรามักจะทำให้แล้วเสร็จเท่านั้น จะไม่ค่อยคำนึงว่าผลผลิตที่ออกมาดีหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานในระบบราชการ จุดด่อยอันหนึ่งที่ทำให้การทำงานไม่สนุกเพราะไม่มีข้อมูลย้อนกลับว่าวันนี้เราทำงานเป็นอย่างไรตรงตามจุดประสงค์ และเป้าหมายหรือไม่ ผลงานที่ทำวันนี้ได้มาตรฐานเพียงใด
หน่วยงาน หรือบริษัทดีเด่นเขาจะมีข้อมูลย้อนกลับให้ผู้ปฏิบัติงานทราบผลการทำงานทันที เหมือนกับการเล่นกีฬาเมื่อแข่งขันเสร็จแต่ละแมทการแข่งข้นผู้ฝึกสอนจะมีการแก้เกมแก้ไขจุดด้อยของทีมของตนเองเพื่อให้การแข่งขันใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเกมที่ผ่านมา และนำข้อมูลย้อนกลับมาช่วยปรับปรุงแก้ไขการทำงานเพื่อให้ได้มาตรฐาน เช่นวันนี้การผลิตสินค้า ไม่ได้มาตรฐาน 15 ชิ้น จากการผลิตสินค้าทั้งหมด 100 ชิ้น เมื่อพนักงานทราบข้อมูลย้อนกลับเช่นนี้ วันต่อไปจะต้องผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานมากขึ้น
โรงเรียนเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีครูและบุคลากรช่วยกันทำงานเพื่อให้ได้ผลผลิตคือ นักเรียนที่มีคุณภาพตามหลักสูตร และตามที่สังคมต้องการ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลย้อนกลับให้ทราบว่า การทำงานเป็นอย่างไรอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไขมิใช่ว่าเมื่อสิ้นปีการศึกษาค่อยมีข้อมูลย้อนกลับมาให้แก้ไข ซึ่งก็สายเสียแล้วดังนั้นการติดตามผล ตรวจสอบหรือประเมินผลในกระบวนการทำงาน และผลผลิต จึงมีความสำคัญเพราะแก่นแท้ของการประเมินผล หรือการตรวจสอบการทำงานก็เพื่อเป็นข้อมูลย้อนกลับให้นำไปใช้ในการพัฒนา และปรับปรุงการทำงาน และผลผลิต ให้มีคุณภาพมากขึ้น ปัญหาอยู่ที่ตรงระบบการประเมินมีการทำความเข้าใจที่ตรงกันหนือไม่ ระหว่างผู้ประเมิน และผู้ถูกประเมินว่าจะประเมินเพื่ออะไร ประเมินอะไร อย่างไร และมีความเป็นไปได้เพียงใด บางครั้งมีการสร้างเครื่องมือร่วมกัน หรือวัดประเมินผลไปไปด้วยกัน
ดังนั้นการให้ข้อมูลย้อนกลับคือหัวใจของความสำเร็จที่กระตุ้นให้ผู้ทำงานเกิดความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาการทำงานของตนเองให้มีคุณภาพ
จากเนื้อหาที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่าบุคคลที่สำคัญสูงสุดใหน่วยงาน หรือในสถานศึกษาคือ ผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่คาดหวัง ที่พึงประสงค์ ซึ่งเป็นการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพให้สูงขึ้น ประสิทธิภาพของการบริหาร หมายถึง สัดส่วนระหว่างผลผลิต กับปัจจัยป้อนเข้า ถ้าได้สัดส่วนใกล้เคียง 100 จะสรุปได้ว่าการบริหารงานมีประสิทธิภาพสูง แต่การบริหารงานในสถานศึกษาที่มีอิสระ และมีความเข้มแข็งในการบริการงานที่ปราศจากการศึกษาทำความเข้าใจ ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารก็จะทำให้การบริหารเกิดการสดุดไม่ราบรื่นอย่างที่คาดคิดดังนั้นบทสรุปสำหรับผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพควรที่จะดำเนินการดังนี้
1) รวบรวมและจัดระบบของข้อมูลสารสนเทศให้เป็นปัจจุบัน การบริหารแนวใหม่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริหาร และตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลมากกว่าสามัญสำนึก
2) วางแผนและดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ การวางแผนมีส่วนช่วยให้ผู้บริหารมีทิศทางในการบริหารตามลำดับความสำคัญเร่งด่วนของปัญหา และนโยบายการบริหาร
3) ศึกษากฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในการบริหารสถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคล ผู้บริหารมีอำนาจในการบริหารอย่างอสระ ขณะเดียวกันก็รับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจของตนอย่างเต็มที่เช่นกัน
4) การบริหารและการต้ดสินใจโดยองค์คณะบุคคล การศึกษาเป็นบริการกิจการสาธารณะ ที่มีผู้เกี่ยวข้อง และได้รับผลจากการบริการจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อให้การบริหาร และการตัดสินใจมีความถูกต้องและก่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับบริการมากที่สุด ผู้บริหารควรดำเนินการโดยองค์คณะบุคคลเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
5) จัดระบบบัญชีให้ครบถ้วนถูกต้อง แม้ผู้บริหารจะมีอำนาจอิสระในการบริหาร และการตัดสินใจก็ตาม แต่อำนาจมีอิสระนั้นมิใช่เป็นไปโดยปราศจากการควบคุมตรวจสอบของทางราชการ โดยเฉพาะด้านการเงินซึ่งส่วนใหญ่มาจากงบประมาณ แผ่นดิน
เงื่อนไขทั้งหมดดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้เป็นผู้นำจะต้องมี หรือจัดให้มีขึ้นเพื่อให้การบริหาร และการตัดสินใจของตนมีประสิทธิภาพ และบรรลุผลตามเจตนารมณ์ สมกับคำพูดที่ว่า "เป็นผู้นำในสถานศึกษาอย่างมืออาชีพ"

ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม (Ethical Leadership)

ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม (Ethical Leadership)
                                                                                                                 
                        สังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากผลความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสาร ทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ จุดหนึ่งจุดใดจะส่งผลกระทบแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความเสื่อมโทรมด้านจริยธรรมของสังคมที่มาจากสาเหตุของการยึดวัตถุมากกว่าความดี การแข่งขันเพื่อเอาชนะแทนการร่วมมือ การมองคนอื่นเป็นคู่แข่งมากกว่าเป็นพันธมิตร การศึกษาน่าจะให้ทางออกที่ดีต่อปัญหาดังกล่าว และผู้นำสถานศึกษาน่าจะเป็นความหวังของการเป็นแบบอย่างที่ดีด้านจริยธรรมต่อครู นักเรียน และบุคคลอื่นในสังคม
                        อาจารย์ใหญ่เผชิญกับปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านจริยธรรมอยู่ทุกวัน กรีนฟิลด์ (Greenfield, 1991) กล่าวว่า อาจารย์ใหญ่ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อปัญหาด้านคุณธรรมของสังคมของนักเรียน และต่อวิชาชีพครู โดยปัญหาที่เกิดขึ้นบางครั้งแม้ยากที่จะชี้ชัดได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรและอะไรที่ไม่ควรประพฤติปฏิบัติในแง่ของศีลธรรมก็ตาม
                        กรีนฟีลด์ (Greenfield) ระบุว่าสังคมมีความคาดหวังด้านจริยธรรมจากครูใหญ่ เช่น
1.       โรงเรียนต้องเป็นสถาบันแห่งศีลธรรม (moral institute) ที่ช่วยกำหนดปทัสถานของสังคม (social norm)
2.     อาจารย์ใหญ่ต้องเป็นต้นแบบ ด้านศีลธรรม (moral agent) การตัดสินใจเรื่องใด ๆ ของอาจารย์ใหญ่ต้องอยู่บนเหตุผลค่านิยมทางศีลธรรม (moral value) เป็นหลักมากกว่าหลักการอื่นใด
3.     การบริหารโรงเรียนจะต้องยึดหลักการทุ่มเทเพื่อให้เกิดบรรยากาศให้นักเรียนได้เจริญงอกงาม ได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข (ดี เก่งและมีความสุข)

                        จากเหตุผลดังกล่าว ความประพฤติของครูใหญ่ จึงต้องแสดงออกถึงการเป็นผู้มี          ศีลธรรม ดังที่ ศ.ดร.สาโรช  บัวศรี เคยกล่าวไว้ว่า บัณฑิตต้องมีความรู้ดุจนักปราชญ์ และต้องประพฤติตนดุจ ผู้ทรงศีล
                        การแสดงออกเชิงศีลธรรมของผู้นำนอกจากสามารถมองเห็นได้จากการประพฤติปฏิบัติปกติประจำวันแล้ว ผู้นำยังต้องทำให้นโยบายต่าง ๆ และโครงสร้างของโรงเรียนแฝงด้วยค่านิยมเชิงจริยธรรมทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น สังคมปัจจุบันคนส่วนใหญ่ต้องการเป็นผู้ชนะบนความพ่ายแพ้ของคนอื่น จึงเกิดการเอารัดเอาเปรียบและใช้กลยุทธ์สกปรกไร้จริยธรรมเพียงเพื่อชัยชนะของตน ดังนั้นครูใหญ่จึงต้องทำให้นโยบายและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของครูและนักเรียนมุ่งเน้น      คุณธรรม จริยธรรมเรื่องความยุติธรรม การไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เน้นความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน ยึดความสำคัญของการทำงานแบบทีมมากกว่าทำรายบุคคล ใช้กลยุทธ์การแก้ปัญหาความขัดแย้งแบบชนะ/ชนะมากกว่าชนะ/แพ้ รวมทั้งการสร้างค่านิยมให้เกิดการเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น เป็นต้น โดยสรุปจะเห็นว่าครูใหญ่จึงไม่เพียงเป็นผู้นำการประพฤติปฏิบัติทางจริยธรรม เฉพาะตนเท่านั้น แต่มีหน้าที่สำคัญยิ่งคือ การสร้างโรงเรียนให้เป็นสถาบันแห่ง     คุณธรรม จริยธรรม (ethical institution)” อีกด้วย
                        ในฐานะเป็นผู้นำ ครูใหญ่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการใช้อำนาจหน้าที่ของตนอย่างมีจริยธรรม การแสดงทัศนะก็ดีหรือการตัดสินใจต่าง ๆ ของครูใหญ่ก็ดี จะต้องทำให้ทุกคนเห็นว่าตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมีเหตุผลของจริยธรรม สิ่งที่ผู้นำคิด พูดและทำล้วนต้องสอดคล้องกัน ทุกคนจึงเต็มใจที่จะปฏิบัติตาม การใช้อำนาจการทำโทษ (coercive power) พึงหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดและเป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อหมดวิธีอื่นแล้ว เพราะมีผลเสียมากกว่าและไม่นำไปสู่การสร้างวินัยตนเองหรือการเคารพตนเองของผู้นั้นแต่อย่างใด

                        ครูใหญ่กับปัญหาทางเลือกสองแพร่งทางจริยธรรม (What ethical dilemmas do principal face?)
                        ในการเป็นผู้นำที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม ครูใหญ่จึงมักพบกับความอึดอัดใจที่จะต้องตัดสินใจทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งที่เห็นว่าดีกว่าอีกทางเลือกหนึ่งในเกณฑ์เชิงจริยธรรม ทั้งนี้เพราะบางครั้งประเด็นเชิงจริยธรรมไม่ใช่การเลือกระหว่างผิดหรือถูก แต่เป็นเรื่องของอย่างไหนที่เหมาะสมกว่ากัน ตัวอย่างเช่น การใช้งบประมาณที่มีจำกัดของโรงเรียนระหว่างโครงการส่งเสริมนักเรียนปัญญาเลิศกับโครงการสอนเสริมเพื่อลดการตกซ้ำชั้น ของนักเรียน หรือกรณีที่ ครูใหญ่เน้นนโยบายการให้ความอิสระแก่ครู (Teacher autonomy) แต่ขณะที่เน้นเรื่องผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน (student achievement) เป็นเรื่องสำคัญด้วย ปรากฎว่าคณะครูได้ใช้อำนาจที่ได้รับไปจัดทำเกณฑ์มาตรฐานทางวิชาการของนักเรียนต่ำลงเพื่อทำตัวเลขของจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาเพิ่มขึ้นเป็นต้น หรือครูใหญ่ควรปกป้องครูที่ทำงานสอนดี แต่ล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียนหรือไม่    ครูใหญ่ควรปฏิบัติอย่างไร ถ้าผู้บังคับบัญชาของตนขอให้ช่วยสนับสนุนให้บริษัทที่ต้องการชนะการส่งนมพร้อมดื่มให้นักเรียนทั้งที่รู้ว่าต่ำกว่ามาตรฐาน



                        การแก้ปัญหาทางสองแพร่งทางจริยธรรม (How canleaders resolve ethical dilemmas)
                        ผู้รู้เชื่อว่า ไม่มีสูตรสำเร็จใดที่ผู้นำสามารถใช้เพื่อแก้ปัญหาทางเลือกทางจริยธรรม แต่มีแนวทางดำเนินการกว้าง ๆ  เช่น
                        1. ตัวผู้นำเองจะต้องมีมาตรฐานด้านจริยธรรม (ethical standards) และต้องประพฤติปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ เช่นแสดงออกทาง     พฤติกรรมของผู้ที่เมตตาเอื้ออาทรต่อศิษย์ เพื่อนครูและคนทั่วไป การแสดงออกในความเป็นผู้รักความเป็นธรรมและความยุติธรรม การมีพฤติกรรมของผู้ที่มีความซื่อสัตย์ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น การให้การเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอื่น เป็นต้น
                        2. เมื่อจำเป็นต้องหาทางออกต่อปัญหาเชิงจริยธรรม มีหลักที่ผู้นำควรพิจารณาดังนี้ (1) ดูผลที่เกิดขึ้นตามมาถ้าตัดสินใจเลือกวิธีนั้น และให้พยายามวิเคราะห์ว่า ใครบ้างที่จะถูกผลกระทบและผลที่เกิดกับคนเหล่านี้เป็นอย่างไร (2) ตัดสินใจเลือกทางเลือกโดยอิงหลักเกณฑ์ทางศีลธรรม (moral rules) เช่นเชื่อว่าถ้าทำเช่นนั้นแล้วโลกของเราจะน่าอยู่ยิ่งขึ้นเพราะทุกคนอยู่ในหลักศีลธรรม (3)พยายามยึดแนวทางเอื้ออาทร (caring) เอาใจเขามาใส่ใจเราเช่นพยายามคิดว่า ถ้าคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นเป็นตัวเรา เราอยากให้คนอื่นปฏิบัติกับเราอย่างไร เป็นต้น
                        3. ปัญหาทางจริยธรรม น่าจะมีตัวเลือกที่เป็นทางออกได้มากกว่าสองทาง (dilemmas) คือ ไม่ถูกก็ต้องผิด แต่ควรมีทางเลือกที่สาม (trilemmas) ซึ่งเป็นทางออกที่ดีกว่า เช่นแทนที่โรงเรียนจะกำหนดให้นักเรียนทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมทางพุทธศาสนา ก็ควรมีกิจกรรมทางเลือกที่สอดคล้องการนับถือศาสนาอื่นของนักเรียนบางคนด้วย เช่นกัน
                        4. ท้ายสุด ผู้นำเอง ต้องทำตัวเหมือนปรอทรับรู้และตระหนักถึงปัญหาทางจริยธรรมที่เกิดได้ดีโดยเฉพาะในชุมชน ซึ่งตนมีบทบาทเป็นผู้นำ

บทบาทของครูใหญ่ในการสร้างจริยธรรมของโรงเรียน


                        โดยปกติโรงเรียนมักละเลยในการกระตุ้นให้มีการถกประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับ         จริยธรรมโดยอ้างว่าทุกคนต้องรับภาระงานประจำหนักอยู่แล้วทั้งการหาเวลาว่างตรงกันยิ่งเป็นเรื่องยาก วิธีหนึ่งที่เสนอแนะในการสร้างความตระหนักทางจริยธรรมให้เกิดขึ้นในโรงเรียนได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการทางจริยธรรม (ethical committee) ดังเช่นที่พบในโรงพยาบาลจะมีคณะกรรมการจรรยาบรรณ เป็นต้น คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ไม่เพียงกำหนดกฎระเบียบทางการ แต่ยังมีหน้าที่สร้างจิตสำนึกต่อประเด็นทางจริยธรรม ช่วยดูแลให้ครูอาจารย์ผู้บริหารปฏิบัติตามแนวทางแห่งจรรยาบรรณของวิชาชีพ ให้คำแนะนำต่อผู้บริหารในการแก้ไขประเด็นปัญหาางจริยธรรมที่เกิดขึ้นในโรงเรียน เป็นต้น
                        โทมัส เซอจิโอวันนี (Thomas Sergiovanni, 1992). กล่าวว่า โรงเรียนที่มีประสิทธิผลจะต้องมีข้อกำหนดที่เป็นพันธสัญญาร่วมกันของทุกคน โดยพันธสัญญาดังกล่าวเป็นแกนของค่านิยมสำคัญของโรงเรียน และสามารถใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานอ้างอิงในการตัดสินว่า พฤติกรรมหรือการกระทำใดของสมาชิกผิดถูกเหมาะสมหรือไม่ในเชิงจริยธรรม ผู้นำต้องมีบทบาทสำคัญยิ่งไม่เพียงแค่จัดทำข้อพันธสัญญาของโรงเรียน แต่ต้องให้การสนับสนุนอย่างแข็งขัน และให้มีผลนำไปใช้ปฏิบัติอย่างจริงจัง และเมื่อมีผู้ฝ่าฝืนต่อพันธสัญญาดังกล่าวผู้นำต้องกล้าตัดสินใจใช้มาตรการเฉียบขาดต่อผู้นั้น
                        นักการศึกษาทั้งหลายต่างเห็นพ้องกันว่า ภาวะผู้นำเชิงคุณธรรมต้องเริ่มจากตัวผู้นำที่มีคุณธรรม (moral leadership begins with moral leaders) ผู้นำที่มีประสิทธิผลต้องไม่เพียงแค่มีความรอบรู้ด้านคุณธรรมเท่านั้นไม่เพียงแต่สอนคนอื่นด้วยคำพูด แต่สำคัญสุดก็คือ การประพฤตปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างที่ดีของผู้มีคุณธรรมแก่คนทั่วไป

จริยธรรมของภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพ (The ethics of Transformational leadership)
                        ทฤษฎีภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพ มีลักษณะโดดเด่นที่ต่างไปจากทฤษฎีภาวะผู้นำอื่นที่มักเน้นการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำกับผู้ตาม แต่ทฤษฎีนี้มุ่งเน้นการยกระดับคุณธรรม และ        จริยธรรมของผู้ตามให้สูงขึ้น จึงเป็นภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม (Ethical leadership) ด้วยดังนี้
                        ผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพ (transformational leaders) มุ่งเปลี่ยนแปลงผู้ตามในประเด็น
1.       สร้างความตระหนักถึงการต้องมีมาตรฐานด้านคุณธรรม (moral standards) แก่     ผู้ตาม
2.       ชี้ประเด็นที่ต้องมุ่งเน้นทางจริยธรรมตามลำดับความสำคัญก่อนหลัง
3.       พยายามยกระดับความต้องการของผู้ตาม (follower needs) ให้สูงขึ้นถึงระดับต้องการมุ่งผลสำเร็จ (need for achievement)
4.       ส่งเสริมให้ระดับวุฒิภาวะด้านคุณธรรม (moral maturity) ของผู้ตามสูงขึ้น
5.     เสริมสร้างบรรยากาศของที่ทำงานหรือองค์การให้มีบรรยากาศของคุณธรรม (ethical climate) เช่น การยึดค่านิยมและการมีมาตรฐานด้านคุณธรรมร่วมกันเป็นต้น
6.     ปลุกเร้าและส่งเสริมให้ผู้ตามเห็นว่า การทำงานที่ยึดหลักผลประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตนนั้น เป็นสิ่งดีงามที่ควรยึดถือร่วมกัน
7.     ส่งเสริมให้ผู้ตามยึดหลักของความร่วมมือ (cooperation) มากกว่าการแข่งขันกัน (competitiveness) และยึดหลักสามัคคีธรรม (harmony)