วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การเป็นผู้นำในสถานศึกษาอย่างมืออาชีพ

บทความทางวิชาการ

การเป็นผู้นำในสถานศึกษาอย่างมืออาชีพ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 และนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาต่างมีอุดมการณ ์และหลักการการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมไทยเพื่อให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และเพื่อให้คนไทยทั้งปวงได้รับโอกาสเท่าเทียมกันทางการศึกษาพัฒนาคนได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตอันเป็นเงื่อนไขไปสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ที่พึงประสงค์
อุดมการณ์สำคัญของการจัดการศึกษา คือ การจัดให้มีการศึกษาตลอดชีวิต และการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมเห่งการเรียนรู้ การศึกษาที่จะสร้างคูณภาพชีวิต และสังคมบูรณาการอย่างสมดุลระหว่างปัญญาธรรม คุณธรรม และวัฒนธรรม เป็นการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อคนไทยทั้งปวงมุ่งสร้างพื้นฐานที่ดีในวัยเด็ก ปลูกฝังความเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมตั้งแต่วัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน และพัฒนาความรู้ความสามารถเพื่อการทำงานที่มีคุณภาพ โดยให้สังคมทุกภาคส่วนร่วมในการจัดการศึกษาได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียน และสามารถตรวจสอบได้อย่างมั่นใจว่า การศึกษาเป็นกระบวนการของการพัฒนาชีวิต และสังคมเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ อย่างยั่งยืน สามารถพึงตนเอง และพึ่งกันเองได้ และสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ)ดังนั้นในการดำเนินการการจัดการศึกษาโดยเฉพาะการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นการศึกษาขั้นต้นจึงจำเป็นที่จะต้องปูพื้นฐานให้แก่ผู้เรียนอย่างมั่นคง จริงจัง ในทุก ๆ ด้านตามเจตนารมณ์ของการจัดการศึกษา จึงจำเป็นต้องส่งเสริมความเข้มแข็งให้แก่สถานศึกษาในการจัดการศึกษา และได้บัญญัติไว้ในมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฯ ให้มีการกระจายอำนาจการบริหารจัดการศึกษาทั้งด้านวิชาการ งบประมาณบริหารงานบุคคล และงานบริหารงานทั่วไป ไปยังคณะกรรมการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในเขตพื้นที่ มีอิสระมึความเข้มแข็งในการบริหารงาน เพื่อให้การบริหารเป็นไปอย่างคล่องต้ว รวดเร็ว และสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน สถานศึกษา ชุมชน ท้องถิ่น และประเทศชาติโดยรวม
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มีมาตรฐานการศึกษาของชาติ หรือหลักสูตรที่เลิศ และมีงบประมาณสนับสนุนที่มากมาย ถ้าหากโรงเรียนซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติโดยเฉพาะครูผู้รูู้อนยังมีพฤติกรรมการสอนที่ไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งต่าง ๆที่กล่าวมาหาได้มีความหมายใด ๆไม่
การทำงานที่ประสบผลสำเร็จของโรงเรียนปัจจัยที่สำคัญยิ่งคือ ครูมีกำลังใจในการทำงาน มีความกระตือรือร้น ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และสติปัญญาอย่างเต็มที่คือหนทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ การเปลี่ยแปลงพฤติกรรมของครูให้เป็นที่คาดหวังดังกล่าว ส่วนหนึ่งคือ ผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทอย่างยิ่งในระดับหน่วยปฏิบัติ ที่จะให้การกระตุ้นยั่วยุ ปลุกเร้า ท้าทาย เพื่อให้ครูมีความกระตือรือร้น ทุ่มเทกับการทำงาน พร้อมสนับสนุนให้ครูมีความรู้ ความสามารถในการทำงาน การจัดกิจกรรมการการเรียนการสอนอย่างลุ่มลึก และแจ่มแจ้ง พร้อมสนับสนุนปัจจัยหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำงานต่าง ๆ ให้เพียงพอก็จะทำให้ครูมีประสิทธิภาพในการจัดกืจกรรมการเรียนการสอนโดยจะต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง และจริงจังจะหยุดไม่ได้ ดังนั้นการดำเนินงานที่จะทำให้ โรงเรียนปราศจากความล้มเหลวควรที่จะประกอบด้วยปัจจัยของการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาอย่างมืออาชีพดังนี้

1.การเป็นผู้นำ
ความสำเร็จหรือความล้มเหลวทั้งปวงของโรงเรียนขึ้นอยู่กับผู้บริหารโรงเรียนหรือผู้นำ ทั้งสิ้น พฤติกรรมของผู้นำ คือ ชักจูง ปลุกเร้า ให้ครูในโรงเรียนทุกคน ตลอดทั้งผู้ปกครอง และชุมชน ยอมรับคล้อยตามความฝัน หรือเป้าหมาย เพื่อให้ความฝันหรือเป้าหมายเกิดความเป็นส่วนร่วมกันของคณะครู อาจารย์ ผู้ปกครอง และชุมชน มิให้เป็นของคน ๆ เดียวเมื่อทุกคนมีส่วนร่วม และยอมรับเป้าหมายตรงกันทุกคนส่วนร่วมในกระบวนการที่จะทำให้ฝันเป็นจริงโดยเปิดโอกาสให้ครูทุกคนมีอิสระในความคิด และร่วมสร้างสรรค์ในการพัฒนางานเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ผู้บริหารโรงเรียนที่ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่มีเป้าหมาย มักจะถูกครูที่อยู่รอบข้าง หรือผู้บังคับบัญชา หรือนักการเมืองที่อยู่เหนือขึ้นไป กำหนดขอบเขตให้เดินตาม ดังนั้นผู้บริหารที่จะทำโรงเรียนไปสู่ความสำเร็จ จะต้องมีลักษระดังนี้
1) เป็นผู้มีความฝัน ว่าโรงเรียนในอุดมคติหรือโรงเรียนที่ดีนั้นมีหน้าตา ลักษณะอย่างไร มองเห็นภาพงาน และภาพความสำเร็จที่จะเดินไป
2) โน้มน้าว และสร้างแรงจูงใจให้ครู ผู้ปกครอง และชุมชนยอมรับ และคล้อยตามฝันเพื่อให้เป็นความฝันของทุก ๆ คนร่วมกัน
3) เป็นผู้มีความตั้งใจแน่วแน่ และอุทิศตนในการที่จะทำให้โรงเรียนในฝันเป็นจริง โดยยืนยัดอดทน ไม่ทิ้งความฝันที่ตั้งไว้
4) กระตุ้นยั่วยุ ปลุกเร้า ท้าทาย และสนับสนุนให้ทุกคนมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการทำงานอย่างเข้มแข็ง
5) เป็นผู้มีคุณะรรม จะได้รับความร่วมมือและมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน
6) เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ ยอมรับสิ่งใหม่ ๆ กระตือร้อร้นที่จะเรียนรู้ ความคิดเห็นใหม่ ๆ รวมทั้งกล้าเผชิญหน้า และ ยอมรับการเปลี่ยนแปลง

2.ลูกค้าคือสิ่งสำคัญที่สุด
บริษัทที่ประสบความสำเร็จ จะต้องยึดถือลูกค้าเป็นเป้าหมายสูงสุด ทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และครู ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ร่วมวางแผน ในการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียน และส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐาน และควบคุมตรวจสอบคุณภาพการศึกษาเพื่อเป็นข้อมูลย้อนกลับมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ตลอดจนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจในกิจกรรมต่าง ๆ หากทำได้อย่างที่กล่าวแล้วนั้นย่อมแสดงว่าโรงเรียนก้าวสู่ยุคปฏิรูป เป็นที่ยอมรับของลูกค้า ที่มาใช้บริการอย่างแท้จริง

3.มองเห็นเป้าหมายหรือภาพความสำเร็จตรงกัน
ในการปฏิบัติงานใด ๆจะต้องฝึกให้ผู้มีส่วนร่วมงานรู้จักการตั้งเป้าหมาย หรือมีเป้าหมายทุก ๆ ครั้ง เมื่อมีเป้าหมายและภาพของความสำเร็จของงานจะเป็นตัวชี้วัดของการทำงานว่าสำเร็จ หรือล้มเหลว
การทำงานหากแต่ละคนมีเป้าหมาย และจุดมุ่งหมายในการทำงานคนละอย่างคนละเรื่องแล้ว การทำงานย่อมไม่มีทิศทาง และพลัง เพราะคนต่างทำตามความรู้สึกนึกคิดของตนเอง เปรียบเสมือนกับการพายเรือ หากฝีพายไม่ทราบจุดหมาย และเป้าหมายที่จะไปแล้วแต่ละคนจะพายไปในทิศทางของตนเอง เรืออาจจะวนไปวนมา หรือเรืออาจล้มได้ แต่ถ้าหากทุกคนมีจุดหมายและเป้าหมายในทิศทางที่ตรงกันแล้วทุกคนก็จะพายไปในทิศทางเดียวกัน แและจะถึงจุดหมายที่จะไปในที่สุด
ในการบริหารสถานศึกษาก็เช้นเดียวกัน คือทุกคนจะต้องรู้เป้าหมาย เข้าใจร่วมกัน และเห็นภาพสุดท้ายในการทำงานที่ตรงกันเพราะเมื่อทุกคนมีเป้าหมายร่วมกันและตรงกันแล้วก็จะเกิดพลัง และความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานให้ได้ผลตามเป้าหมายอย่างมีคุณภาพ และในการตั้งเป้าหมายนั้น จะต้องตั้งเป้าหมายที่คนได้ยินได้ฟังเกิดพลัง มีความทะเยอทะยาน ท้าทาย และมีความเป็นไปได้
พึงตระหนักว่า โรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จจะต้องอาศัยพื้นฐานของวิสัยทัศน์ หรือความคาดหวังของผู้มีส่วนร่วมได้เสีย(Stakeholders ) ร่วมกันสร้างเป้าหมาย(Goals ) โดยมุ่งที่ตัวนักเรียนเป็นผลผลิต และร่วมกันวางแผนยุทธศาสตร์(Strategic plan) โดยอาศัยข้อมูลอย่างจริงจังเเื่ื่ื่อพัฒนาวิสัยทัศน์ และเป้าหมายที่พึงประสงค์
ในสถานศึกษา การกำหนดเป้าหมายจะต้องมุ่งไปที่นักเรียนซึ่งเป็นลูกค้า ว่านักเรียนจะต้องได้รับอะไรบ้างโดยมีหลักสูตรเป็นกรอบในการกำหนดเป้าหมาย และมาตรฐานคุณภาพการศึกษา ซึ่งผู้มีส่วนได้ด้เสีีัยร่วมกันกำหนดพร้อมกำหนดยุทธศาสตร์ ที่จะก้าวไปถึงเป้าหมาย เพื่อให้ทุกคนมองเห็นภาพสุดท้ายที่ตรงกัน

4.การสร้างองค์กร (ดำเนินการให้ทุกคนเชื่อมั่นในเป้าหมาย)
การสร้างองค์กรให้มีความเชื่อมั่นในเป้าหมาย ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร จะต้องแสดงหรือตอกยำ้ และกล่าวถึงเป้าหมายให้ทุกคนเกิดความเชื่อมั่น เพื่อจะให้ทุกคนในองค์กรจะได้ ช่วยกันทุ่มเทการทำงานให้ได้ตามเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา และฝังอยู่ในจิตใจของทุกคน เสมือนกับการตอกหัวตะปูยำ้แล้วยำ้อีกเพื่อจะให้ตะปูเจาะเนื้อไม้ที่แข็งแกร่งเพื่อให้ทุกคนเห็นจุดยืนหรือทิศทางของโรงเรียนอย่างชัดเจนไม่ว่าจะมีอุปสรรค์ หรือการเปลี่ยนแปลงใด ๆก็ตามก็พร้อมที่จะช่วยกันฟันฝ่าไปสู่เป้าหมาย

5.ความคิดสร้างสรรค์
มีนักจิตวิทยากล่าวไว้ว่า"คนไทยส่วนใหญ่ชินต่อระบบการชี้นำจึงไม่อยากคิดเอง และไม่พร้อมที่จะคิดหาวิธีการทำงานของตนเองถ้าหากมีคนชี้นำดีก็พอนำไปได้ถ้าหากขาดผู้ชี้นำที่ดีก็จะทำงานไม่ได้หรือไม่อยากจะทำงานต่อไป และผู้บังคับบัญชาก็ไม่ได้ใจลูกน้องเนื่องจากเราชินต่อระบบเผด็จการ และการที่ลูกน้องไม่กล้าแสดงความสามารถ จึงทำให้ผู้บังคับบัญชาชินต่อการสั่งการเลยไม่ค่อยเข้าใจลูกน้อง" หน่วยงาน หรือสถานศึกษาที่ประสบผลสำเร็จร็็ถึอความคิดสร้างสรรค์เป็นหัวใจของบริษัท ซึ่งต้องคอย กระตุ้น ยั่วยุ ท้าทาย และให้การสนับสนุนบุคลากรในหน่วยงาน เกิดความคิดสร้างสรรค์ และคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ แปลก ๆ อยู่ตลอดเวลา
การที่จะให้เกิดกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ จะต้องเริ่มจากการ ตั้งเป้าหมายที่ฝังแน่นในหัวใจ และต่อมาก็จะเกิดความตั้งใจปรารถนาจะไปให้ถึงเป้าหมายมีความตั้งใจอย่างแรงกล้า จึงจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบการคิดค้นในวิธีการหรือวัตถุสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย ดังนั้นการปฏิบัติงานในสถานศึกษาผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้อิสระในการทำงานพร้อมกับสนับสนุนและให้กำลังใจในการทำงาน โรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จหรือโรงเรียนดีเด่นต่าง ๆจะมีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ แปลก ๆอยู่เสมอในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียน

6.การทำงานเป็นทีม
ในโลกอนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงอยู่ในขณะนี้ การบริหารงานแบบข้าเก่งคนเดียว ย่อมสิ้นสุดลงแล้วเมื่อย่างเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ การบริหารงานที่จะอยู่รอดได้ คือ การทำงานเป็นทีม และต้องเป็นทีมที่เต็มไปด้วยพละกำลัง และความกระตือรือร้น เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมาย ดังเช่นอาชีพหมอ จะมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และและความคิดเห็นกันอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่การวินิจฉัยโรคจนถึงการผ่าตัดรักษาคนไข้
ไซเซอร์(sizer) กล่าวถึงโรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จ ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา จะต้องเป็นโรงเรียนที่มีลักษณะของความเป็นกัลยาณมิตรร่วมวิชาชีพ (Collegiality ) คือ
1)บุคลากรในโรงเรียนพูดคุยกันถึงเรื่องการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง สมำ่เสมอและเป็นรูปธรรม
2) บุคลากรในโรงเรียนสังเกตการทำงานของกันและกันทั้งในเรื่องของการเรียนการสอน และการบริหารโรงเรียนแล้วนำสิ่งที่ได้จากการสังเกตมาพิจารณาทบทวน และพูดคุยกันเพื่อการพัฒนาให้ดีขึ้น
3) บุคลากรในโรงเรียนร่วมพัฒนาหลักสูตรโดยการวางแผนออกแบบทำวิจัยศึกษา และวัดผล ประเมินผลหลักสูตรที่ใช้ในโรงเรียน
4) บุคลากรในโรงเรียนแนะนำการสอน และพัฒนาซึ่งกันและกันในเทคนิควิธีการทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และภาวะผู้นำที่แต่ละคนถนัด
ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวข้างต้นจะทำให้ทุกคนเกิดการมีส่วนร่วม คือทุกคนร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผน ร่วมลงมือปฏิบัติ ร่วมประเมินผล และร่วมรับผลได้ผลเสียในการกระทำร่วมกัน เมื่อทุกคนมีส่วนร่วมจะทำให้ทุกคนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ
การทำงานเป็นทีม เป็นการดึงเอาศักยภาพหรือความเก่งของแต่ละบุคคลในกลุ่มมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และบุคคลในกลุ่มยังได้เรียนรู้การทำงานที่ดีจากเพื่อน ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ นโยบาย เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ การทำงานที่คลุมเครือจะกระจ่างขึ้น ทุกคนเห็นเป้าหมาย และจุดหมายได้ตรงกัน ซึ่งจะช่วยกันสร้างภาพงานหรือหนทางที่หลากหลายในการไปสู่เป้าหมาย อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญที่สุดบุคลากรมีความรัก ความเข้าใจ และเอื้ออาทรต่อกัน

7 เปิดโอกาสให้คนอื่นพูด
การฟังคือความสามารถที่จะช่วยให้เรารู้ถึงความต้องการ และวัตถุประสงค์ของลูกค้า ผู้ซื้อ และผู้ร่วมงาน ดังนั้นการฟังของผู้บริหารจึงเป็นเครื่องชี้อย่างหนึ่งที่บอกว่าสำนักงานใด หรือโรงเรียนใดล้มเหลว หรือประสบความสำเร็จ ดังปราชญผู้รู้กล่าวว่า"พระเจ้าประทานให้เรามีสองหูหนึ่งปาก" ดังนั้นการฟังจึงมีความสำคัญต่อหน่วยงาน

8.ความเรียบง่ายของผู้บริหาร
กรอบความคิดเป็นตัวกำหนดในการแสดงพฤติกรรมที่เป็นมิตรหรือศัตรู ถ้าผู้บริหารมีกรอบความคิดว่าทุกคนคือเพื่อนร่วมงานการปฏิบัติตนของผู้บริหารจะแสดงออกด้วยความเป็นมิตร ทั้งภาษา ท่าทาง มีการยกย่องให้เกียรติ และไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความเป็นศัตรูจะไม่เกิดขึ้น

9.คำชมเชย
ในชีวิตการทำงานจริง ๆเราต้องทำงานร่วมกับหมู่คณะ บางครั้งเราต้องการความร่วมมือ บางครั้งเราต้องการให้เขาทำงานตามสิ่งที่เราบอก บางครั้งเราต้องการให้เขากระตือรือร้นสนใจในการทำงาน และอื่น ๆ อีกมากมาย ตามแต่ใจปรารถนา แต่สิ่งหนึ่งที่เรามักลืมนึกถึงในการทำงานร่วมกันคือ คนเราทุกคนต้องการคำชมเชย ยกย่อง และไม่มีใครต้องการคำตำหนิ ดูถูก หรือเหยียดหยาม (แต่คำยกย่องชมเชย ต้องมาจากความจริงใจ)่ และเมื่อทุกคนต้องการสิ่งเหล่านี้ทำไมผู้บริหารให้เขาไม่ได้(ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ต้องลงทุนแต่อย่างไร)
ในคำยกย่อง ชมเชยผู้เขียนนึกถึงสมัยเรียน ระดับประถมศึกษาในหลักสูตรพุทธศักราช 2503 ในวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 นิทานเรื่อง "โคนันทวิสาร"ได้พูดถึงการทำงานของโคในการลากจูงเกวียนที่บรรทุกสิ่งของค่อนข้างหนักแต่เจ้าของเกวียนใช้คำพูดที่เป็นลักษณะปิยะวาจาทำให้การทำงานในครั้งนั้นดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ดังนั้นในการทำงานแม้จะยากลำบากหนักหนาสาหัส แต่ถ้าได้รับคำชมเชยเราจะได้ใจจากเพื่อนร่วมงานที่จำทำงานให้บรรลุเป้าหมายไปได้

10.การท้าทาย
มนุษย์ทุกคนปรารถนาอยากจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ มีอำนาจ ชื่อเสียง เกียรติยศ เป็นที่รู้จัก และยอมรับนับถือของผู้คนด้วยกันทั้งสิ้น การท้าทายจึงเป็นการพิสูจน์ความสามารถของตนเอง หน่วยงานหรือองค์การที่ประสบความสำเร็จมักจะหาเรื่องต่าง ๆมาท้าทายความสามารถของบุคลากรในหน่วยงานอยู่เสมอพร้อมกับคำพูดยั่วยุ ปลุกเร้า โดยพยายามที่จะเลือกหาคำที่เหมาะสมเพื่อเป็นการปลุกเร้า ให้บุคลากรลุกขึ้นมาแข่งขันอยู่ตลอดเวลา เช่น "เราจะชนะคู่แข่งให้ได้ " "สินค้าและการบริการของเราจะต้องอยู่ในแนวหน้าเท่านั้น" "การทำงานวันนี้จะต้องได้ผลดีกว่าเมื่อวานนี้"
ดร.อัลวิน เอซ ไพร้ซ์ ได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ในหนังสือ 101 วิธีช่วยให้เด็กฉลาด ในเรื่องการท้าทายมีหลักดังนี้
1) ควรให้การท้าทายในขอบเขตเรื่องที่เขาเคยทำสำเร็จมาแล้ว
2) แน่ใจว่าเพื่อนร่วมงานมีความสนใจในเรื่องท้าทายนั้น ๆไม่ใช่เรื่องที่เขาคิดว่า เขาควรจะลองจะเลือก ในสิ่งที่เขาอยากลอง
3) ในเรื่องการท้าทายนั้น ๆจะต้องยากนิดหน่อย เพื่อให้เป็นเรื่องท้าทายจริง ๆแต่ไม่ใช่ยากจนเกินไปจนเขาไม่กล้าลอง

11. ให้ความรู้และเครื่องมือในการทำงาน
คนเราเมื่อมีความรัก ความอยาก ความชอบ หรือที่เรียกว่า ฉันทะ ที่จะทำงานแล้ว ต่อมาก็จะเกิด วิริยะ คือความเพียร มี จิตตะ คือจิตใจจดจ่อต่อการทำงาน และ มี วิมังสะ คือความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของศาสตร์ นั้น ๆอย่างลุ่มลึก และถ่องแท้ รู้จักปรับปรุงใคร่ครวญ พัฒนางานให้ดียิ่งขึ้นจึงเป็นเรื่องที่จะขาดไม่ได้ ดังนั้นในการจะพัฒนาให้ครูเป็นผู้มีความรู้ความสามารถถึงขั้นครูมืออาชีพในการจัดการเรียนการสอนควรจะมีวิธีดำเนินการในเรื่องดังต่อไปนี้
1) การให้ครูมีโอกาสไปศึกษาดูงาน
2) จัดหาหนังสือให้ครูได้ศึกษาค้นคว้า อ้างอิง
3) จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน
4) การเชิญวิทยากรหรือผู้มีความสามารถ มาให้ความรู้ หรือมาฝึกปฏิบัติ
5) จัดหาครูที่มีความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มาเป็นครูพี่เลี้ยงให้คำแนะนำช่วยเหลือ
6) จัดตั้งชุมนุม หรือชมรม QC เพื่อและเปลี่ยนความคิดเห็น
7) สนับสนุนให้ครูได้มีการศึกษาต่อในสถาบันต่าง ๆ
8) ให้ครูได้รับการอบรมสัมมนา หรือฝึกปฏิบัติอยู่เสมอ
9) จัดให้มีการนิเทศอย่างต่อเนื่องอยู่เป็นประจำ

12.การให้ข้อมูลย้อนกล้บ
การทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ปฏิบัติงานไม่มีข้อมูลที่แสดงกระบวนการทำงาน หรือผลผลิตที่ได้มานั้นมีข้อบกพร่องอะไรที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข หรือมีจุดเด่นอยู่ที่ไหน ที่จะต้องรักษาไว้ หรือพัฒนาต่อไป
ปกติการทำงานหรือได้รับมอบหมายให้ทำงานอย่างหนึ่งอย่างใด เรามักจะทำให้แล้วเสร็จเท่านั้น จะไม่ค่อยคำนึงว่าผลผลิตที่ออกมาดีหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานในระบบราชการ จุดด่อยอันหนึ่งที่ทำให้การทำงานไม่สนุกเพราะไม่มีข้อมูลย้อนกลับว่าวันนี้เราทำงานเป็นอย่างไรตรงตามจุดประสงค์ และเป้าหมายหรือไม่ ผลงานที่ทำวันนี้ได้มาตรฐานเพียงใด
หน่วยงาน หรือบริษัทดีเด่นเขาจะมีข้อมูลย้อนกลับให้ผู้ปฏิบัติงานทราบผลการทำงานทันที เหมือนกับการเล่นกีฬาเมื่อแข่งขันเสร็จแต่ละแมทการแข่งข้นผู้ฝึกสอนจะมีการแก้เกมแก้ไขจุดด้อยของทีมของตนเองเพื่อให้การแข่งขันใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเกมที่ผ่านมา และนำข้อมูลย้อนกลับมาช่วยปรับปรุงแก้ไขการทำงานเพื่อให้ได้มาตรฐาน เช่นวันนี้การผลิตสินค้า ไม่ได้มาตรฐาน 15 ชิ้น จากการผลิตสินค้าทั้งหมด 100 ชิ้น เมื่อพนักงานทราบข้อมูลย้อนกลับเช่นนี้ วันต่อไปจะต้องผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานมากขึ้น
โรงเรียนเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีครูและบุคลากรช่วยกันทำงานเพื่อให้ได้ผลผลิตคือ นักเรียนที่มีคุณภาพตามหลักสูตร และตามที่สังคมต้องการ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลย้อนกลับให้ทราบว่า การทำงานเป็นอย่างไรอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไขมิใช่ว่าเมื่อสิ้นปีการศึกษาค่อยมีข้อมูลย้อนกลับมาให้แก้ไข ซึ่งก็สายเสียแล้วดังนั้นการติดตามผล ตรวจสอบหรือประเมินผลในกระบวนการทำงาน และผลผลิต จึงมีความสำคัญเพราะแก่นแท้ของการประเมินผล หรือการตรวจสอบการทำงานก็เพื่อเป็นข้อมูลย้อนกลับให้นำไปใช้ในการพัฒนา และปรับปรุงการทำงาน และผลผลิต ให้มีคุณภาพมากขึ้น ปัญหาอยู่ที่ตรงระบบการประเมินมีการทำความเข้าใจที่ตรงกันหนือไม่ ระหว่างผู้ประเมิน และผู้ถูกประเมินว่าจะประเมินเพื่ออะไร ประเมินอะไร อย่างไร และมีความเป็นไปได้เพียงใด บางครั้งมีการสร้างเครื่องมือร่วมกัน หรือวัดประเมินผลไปไปด้วยกัน
ดังนั้นการให้ข้อมูลย้อนกลับคือหัวใจของความสำเร็จที่กระตุ้นให้ผู้ทำงานเกิดความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาการทำงานของตนเองให้มีคุณภาพ
จากเนื้อหาที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่าบุคคลที่สำคัญสูงสุดใหน่วยงาน หรือในสถานศึกษาคือ ผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่คาดหวัง ที่พึงประสงค์ ซึ่งเป็นการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพให้สูงขึ้น ประสิทธิภาพของการบริหาร หมายถึง สัดส่วนระหว่างผลผลิต กับปัจจัยป้อนเข้า ถ้าได้สัดส่วนใกล้เคียง 100 จะสรุปได้ว่าการบริหารงานมีประสิทธิภาพสูง แต่การบริหารงานในสถานศึกษาที่มีอิสระ และมีความเข้มแข็งในการบริการงานที่ปราศจากการศึกษาทำความเข้าใจ ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารก็จะทำให้การบริหารเกิดการสดุดไม่ราบรื่นอย่างที่คาดคิดดังนั้นบทสรุปสำหรับผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพควรที่จะดำเนินการดังนี้
1) รวบรวมและจัดระบบของข้อมูลสารสนเทศให้เป็นปัจจุบัน การบริหารแนวใหม่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริหาร และตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลมากกว่าสามัญสำนึก
2) วางแผนและดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ การวางแผนมีส่วนช่วยให้ผู้บริหารมีทิศทางในการบริหารตามลำดับความสำคัญเร่งด่วนของปัญหา และนโยบายการบริหาร
3) ศึกษากฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในการบริหารสถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคล ผู้บริหารมีอำนาจในการบริหารอย่างอสระ ขณะเดียวกันก็รับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจของตนอย่างเต็มที่เช่นกัน
4) การบริหารและการต้ดสินใจโดยองค์คณะบุคคล การศึกษาเป็นบริการกิจการสาธารณะ ที่มีผู้เกี่ยวข้อง และได้รับผลจากการบริการจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อให้การบริหาร และการตัดสินใจมีความถูกต้องและก่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับบริการมากที่สุด ผู้บริหารควรดำเนินการโดยองค์คณะบุคคลเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
5) จัดระบบบัญชีให้ครบถ้วนถูกต้อง แม้ผู้บริหารจะมีอำนาจอิสระในการบริหาร และการตัดสินใจก็ตาม แต่อำนาจมีอิสระนั้นมิใช่เป็นไปโดยปราศจากการควบคุมตรวจสอบของทางราชการ โดยเฉพาะด้านการเงินซึ่งส่วนใหญ่มาจากงบประมาณ แผ่นดิน
เงื่อนไขทั้งหมดดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้เป็นผู้นำจะต้องมี หรือจัดให้มีขึ้นเพื่อให้การบริหาร และการตัดสินใจของตนมีประสิทธิภาพ และบรรลุผลตามเจตนารมณ์ สมกับคำพูดที่ว่า "เป็นผู้นำในสถานศึกษาอย่างมืออาชีพ"

ภาวะผู้นำ : เทคนิคการนำที่เหนือชั้น

ภาวะผู้นำ : เทคนิคการนำที่เหนือชั้น
ในการสัมมนาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่วารสาร FORTURE ได้จ้างผู้บริหารบริษัทประมาณ 500 บริษัท เข้าร่วมสัมมนา ผู้บริหาร ได้บ่นถึงงานของเขา"ท่านรู้ไหมว่าที่สัมมนานี้วิเศษสุด เพราะไม่มีบุคลากรบริษัทมาทำงานที่นี่"
ท่านอาจมีความรู้สึกเหมือนกับผู้จัดการเหล่านั้น ทำไมผู้บริหารในโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในทุกระดับของสายบังคับบัญชาจึงบ่นเช่นนั้น คำตอบง่าย ๆ ก็คือ   ส่วนมากผู้บริหาร ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง เพราะมีความสามารถทางเทคนิคในการทำงานดี   อย่างไรก็ตามในตำแหน่งปริหารทักษะทางด้านเทคนิคมีความสำคัญน้อยกว่าทักษะทางด้านมนุษยสัมพันธ์   ผู้บริหารที่ขาดทักษะทางด้านมนุษยสัมพันธ์จะรู้สึกอึดอัดกับความซับซ้อนขององค์การปฏิสัม
พันธ์ ท่านต้องพบปะกับคนอื่นทั่วทั้งองค์การ โดยเฉพาะผู้ร่วมงานท่านต้องสร้างสัมพันธ์กับคนอื่นก่อนผู้ที่ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งบริหารด้วยความสามารถ งานทางด้านเทคนิค ซึ่งรู้วิธีการทำ
สิ่งต่าง ๆ กับรู้วิธีการใช้คนให้ทำงานนั้น ต้องใช้ทักษะแตกต่างกันมาก ความรู้สึกพึงพอใจในการปฏิบัติงานนั้นหายไป กลายเป็นความอึดอัดใจที่เกิดจากการที่ต้องใช้ผู้อื่นทำงาน บางครั้งก็เกิดความลังเลใจบ้างเหมือนกัน
               สองสามปีที่ผ่านมา ลอเรนซ เจ ปีเตอร์ ผู้เขียนหนังสือที่ดีที่สุด มีชื่อเรียกว่า  หลักการของปีเตอร์ ได้กล่าวว่า "การขาดทักษะทางด้านมนุษยสัมพันธ์ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยทักษะทางด้านเทคนิค"
                หลักการมีอยู่ว่าถ้าผู้บริหารได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นแล้ว   ไม่มีความสามารถเพียงพอจะแก้ปัญหา โดยพื้นฐาน ปีเตอร์ กล่าวว่า      เทคนิคทางวิชาชีพมิใช่เป็นหลักประกันการบริหารงานในอนาคตได้ ถ้าเขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งทางการบริหาร   เขาจะไม่สามารถจะจัดการกับสิ่งท้าทาย แนวทางป้องกันการไม่มีความสามารถทางการบริหารจำเป็นต้องเพิ่มทักษะและความสามารถทางการบริหาร จำเป็นต้องเพิ่มทักษะและความสามารถใหม่ ๆ หลายด้านใน
อนาคต

                คำนิยามการบริหารและหลักการบริหารทั่วไป    การบริหารคือการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย โดยอาศัยความร่วมมือของผู้อื่นแต่ละรายการต่อไปนี้  ในการปฏิบัติการบริหารของอท่าน ซึ่งจะช่วยให้ท่านก้าวหน้าตามตำแหน่งที่ได้เลื่อนขึ้น    เราจึงเรียกตอนนี้ว่าพฤติกรรมการนำที่เหมาะสม เพราะเรามีความเชื่อว่า การทำงานให้สำเร็จโดยความพยายามของผู้อื่น หมายความว่า ท่านต้องแก้ปัญหามากกว่าที่จะหนีปัญหา ปัญหาบุคคลที่ท่านต้องเผชิญ   ท่านหนีคนไม่ได้ ท่านคงไม่เอาศรีษะมุดทรายเพื่อไม่ให้เห็นคน  ท่านก็คงไม่สามารถใช้ความก้าวร้าว หรือใช้อำนาจหน้าที่ได้ยาวนาน ให้ท่านทำตามข้อเสนอเหล่านี้
                ท่านต้องนำบุคลากรที่เหมาะสม เมื่อท่านทำแบบนี้เขาจะไม่บ่น ที่ทำงานก็จะเป็นดินแดนสวรรค์ที่มีคนทำงานร่วมกันอยู่ด้วย ท่านก็จะมีความสุข สถานที่ทำงานราบรื่น   ทุกคนทำงานเพื่องาน อละเพื่อท่าน
ยุทธวิธี 19 ประการสำหรับภาวะผู้นำที่ประสบความสำเร็จ
               1. รักษาสัมพันธภาพที่ดีกับนายของท่าน     สัมพันธภาพที่ดีมีผลโดยตรงกับความสามารถของท่านที่จะสร้างความพอใจ และผูกใจผู้ใต้บังคับบัญชา   ผู้นำที่มีความสามารถได้รับอำนาจจากนายของเขา
                2. ทำตัวอย่างที่ด  ในสิ่งที่ท่านอยากให้ผู้ร่วมงานปฏิบัติ เช่น    มีความจริงใจ ซื่อสัตย์ ควบคุมอารมณ์ใช้ปัญญา กล้าตัดสินใจ ยีดหยุ่นมีเหตุผล กำหนดวัตถุประสงค์ ริเริ่ม กระตือรือร้น ท่านต้องให้มีคุณสมบัติเหล่านี้     ท่านต้องเป็นแบบอย่าง การเป็นแบบอย่างเป็นยุทธวิธีที่ดีมากสำหรับผู้นำที่มีความสามารถ
                3. บอกความคาดหวังท่านชัดเจน   ท่านคาดหวังอย่างไรกับผู้ร่วมงานที่เขาจะทำให้เกิดความพึงพอใจกับท่าน    อย่าคิดเอาเองว่าเขาจะทราบไม่ต้องกลัวที่จะบอกเขาว่าท่านต้องการอะไร บอกเขาก่อนที่เขาจะทำงาน และเตือนเขาบ่อย ๆ เท่าที่จะทำได้
                4. นัดประชุมเพื่อสร้างทีมให้เข้มแข็ง    ส่งเสริมการมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดให้กลุ่มมุ่งเน้นที่เป้าหมาย
                5. ให้รางวัลผู้ให้ความร่วมมือและทำงานหนัก ถ้าให้รางวัลเขาแล้ว เขาจะทำงานดีขึ้น
                6. ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล และหาประโยชน์จากความแตกต่างเหล่านั้น 
                7. ให้คำชมบางคนที่ให้ความร่วมมือกับทีมดูวัตถุประสงค์ ความจริงใจ และความถี่ ท่านแน่ใจว่าเขาทำตามความคาดหวังของท่าน และสามารถปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น
                8. รับฟังผู้ใต้บังคับบัญชา   ผู้ร่วมงานจะรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ท่านจะได้รับความนับถือและไดรับความจริงใจมากขึ้น    ท่านจะได้ทราบความเป็นไปในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น
                9. เลือกบุคคลที่สามารถทำงานกันเป็นทีม  ไม่มีการฝึกอบรมชนิดใดที่จะเปลี่ยนแปลงบุคลากรที่แปลกแยกจากทีมของท่านได้มากนัก ให้พิถีพิถันในการเลือกคน อย่าต้องมาจ่ายเงินเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งผิด ๆ ทิ้งไว้ให้คู่แข่งของท่านจะสวยกว่า
                10. ร่วมกันกำหนดเป้าหมายทัศนภาพ สร้างแรงจูงใจ และเหตุผลต่าง ๆ  ไม่ต้องบอกว่าเขาต้องทำอะไรในสถานการณ์ต่าง ๆ และให้เขาช่วยตัดสินใจในวิธีการที่ดีที่สุดในการที่จะทำให้บรรลุผลตามความต้องการต่าง ๆ เหล่านั้น
                11. ยอมรับความผิดพลาด  การยอมรับความผิดพลาดแสดงถึงความเข้มแข็งมากกว่าการแสดงความอ่อนแอ
                12. อย่าให้คำมั่นสัญญาอะไรง่าย ๆ   มีสองสิ่งที่จะเกิดขึ้น เวลาให้สัญญาไม่เป็นสิ่งที่ดีนัก นั่นก็คือ มีความคาดหวังให้เป็นไปตามสัญญา และถ้าไม่เป็นไปตามสัญญา มิตรภาพก็จะสลาย
ไป

                    13. บริหารเวลาให้ด  ควรมีเวลาให้เพื่อนร่วมงานของท่านบ้าง
                    14. มอบหมายงานให้เหมาะสมกับคนสอดคล้องกับความต้องการขององค์กร    สิ่งนี้เป็นคำตอบที่ดีสำหรับคำถามที่ว่า "ข้าพเจ้าจะจู.ใจลูกน้องได้อย่างไร"
                    15. ท่านต้องยอมรับค่าของคนตามความแตกต่างของบุคลากร  ท่านก็คงทราบว่าสิ่งใดที่จะทำให้ท่านรู้สึกดีขึ้น คนอื่น ก็เช่นเดียวกับท่าน ทุกคนต้องการมีความรู้สึกว่าตนเองสำคัญ   ถ้าท่านยกย่องเขา เขาก็ยกย่องท่าน
                    16. แก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างซื่อตรง และยุติธรรม     ให้ตระหนักถึงสไตล์การแก้ปัญหาความขัดแย้งของท่าน เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์
                    17. ให้ข้อมูลในการทำงานก่อนที่เขาจะทำงาน     เพื่อนร่วมงานต้องการข้อมูลที่จำเป็นในการทำงาน เมื่อท่านมอบหมายงานท่านต้องให้ข้อมูลเขา
                    18. ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นจากแรงกดดันของแต่ละวันบ้าง  ท่านต้องมีเวลาคิดว่าจะทำอย่างไรดีให้เป้าหมายบรรลุผล ควรจะวางแผนอย่างไร มิฉะนั้นท่านก็จะต้องต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ โอกาสที่ท่านจะประสบความสำเร็จยากมากต้องปล่อยวางบ้าง
                    19. อย่าเป็นคนที่เคร่งเครียดจนเกินไป  ร่าเริงและเป็นกันเองกับลูกน้องบ้าง
9 วิธีการทำงานในการพัฒนาผู้ร่วมงาน
                    1. มอบงานที่สำคัญและงานที่ท้าทายความสามารถ  มอบโครงการที่ต้องเสี่ยงให้โอกาสเขาได้แสดงความสามารถ
                    2. มอบงานที่ท่านเคยทำให้เขารับผิดชอบทีละน้อย ๆ   เป็นการพัฒนาเขาในขณะที่ท่านมีอิสระมากขึ้น เพื่อให้สิ่งที่ท้าทายเพิ่มขึ้น
                    3. ยกย่องบุคคลเมื่อเขาปฏิบัติงานดี  เขาจะประทับใจ และมีแรงจูงใจมากขึ้น      เมื่อเขาทราบว่าท่านพอใจผลงานเขา
                    4. ให้เพื่อนร่วมงานได้มีโอกาสตัดสินใจ หรือขอคำแนะนำบางอย่างจากเขา
                    5. ส่งเขาไปฝึกอบรมการบริหารหรือสัมมนาอย่างน้อยปีละครั้ง  การส่งไปสัมมนาจะทำให้บุคลากรมีความรู้สึกว่า เขามีความสำคัญ และสอนทักษะใหม่ในการทำงาน
                    6. ให้ข้อมูลย้อนกลับอย่างมีวัตถุประสงค์ จริงใจ และบ่อย ๆ  ในช่วงของการประเมินผลการปฏิบัติ จะได้ไม่เกิดความประหลาดใจกับข้อมูล อย่ายกย่องหรือตำหนิจนกว่าจะทำสิ่งดังกล่าว
                    7. อย่าแก้ปัญหาให้เขา  ให้เขาได้แก้ปัญหาเขาด้วยตัวพวกเขาเอง
                    8. ให้สิ่งอำนวยความสะดวกในการแก้ปัญหา หรือตอบคำถามต่าง ๆ  ใช้นโยบายเปิดประตูและเปิดใจ
                    9. ฝึกฝนให้ผู้ร่วมงานได้ทำงานและสามารถรับช่วงงานต่อจากท่านได้ เมื่อท่านได้มีโอกาสไปรับตำแหน่งใหม่ที่สูงขึ้น  การทำงานรับช่วงต่อควรได้รับการฝึกฝนตั้งแต่เดี๋ยวนี้
หลักเกณฑ์ 10 ข้อ ในการมอบหมายงาน
                    1. ต้องแน่ใจผู้ใต้บังคับบัญชามีทักษะ มีความสามารถ ความสามารถพิเศษและสามารถที่
จะทำงานได้

                    2. ให้ตรวจสอบกับเจ้านายของท่าน       จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถึงแม้ท่านจะได้รับการอธิบายอย่างถี่ถ้วน นอกจากจะต้องแน่ใจว่า เจ้านายตกลงที่จะให้คุณเลิกความรับผิดชอบในเรื่องนั้น
                    3. อย่ามอบหมายงานที่ต่ำต้อย แต่ต้องเป็นงานที่สำคัญ  ผู้ใต้บังคับบัญชาจะได้เห็นว่าท่านมั่นใจในตัวเขา
                    4. มั่นใจว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าใจงานอย่างชัดเจน    ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าใจว่า ท่านต้องการให้เขาทำงานนั้นให้สำเร็จ
                    5. ยอมให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานได้ มิใช่เพียงวิธีการของท่านเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม      ถ้ามีกฎเกณฑ์หรือข้อจำกัดที่อาจจะต้องปฏิบัติตามท่านต้องแน่ใจว่าได้มีการสื่อสารกันอย่างดี

                    6. จัดหาให้มีทรัพยากรที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน       ถ้าท่านมอบหมายงานจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นด้วย
                    7. ให้สิ่งอำนวยความสะดวก  จัดให้มีเครือข่ายช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชา   อย่ามีการตรวจตราอย่างเข้มงวดเกินไป
                    8. ถ้าผลงานดีก็ยกย่องเขา
                    9. ถ้าผลงานไม่ดี บอกวิธีการที่จะปรับปรุงให้ด้วย
                    10. มอบหมายงานให้บ่อยขึ้น ทุกคนก็จะชนะ
                   

ข้อแนะนำ 7 ประการในการสื่อสารสู่เบื้องบน
                    1. จัดการบบริหารแบบ MBWA (Managing by Walking Around)      การบริหารแบบเดินไปรอบ ๆ ค้นหาว่าอะไรเกดขึ้นกับคนของท่าน อย่าคุยให้ถามคำถามเขาและฟังเขาพูด
                    2. ใช้นโยบาย เปิดประตู ให้ผู้ร่วมงานทราบว่าถ้าท่านมีปัญหาเขาสามารถมาพบท่านได้
                    3. บอกให้เพื่อนร่วมงานทราบว่าไม่ควรปกปิดข่าวร้ายให้หน่วยงานทราบ
                    4. อย่าแสดงปฏิกิริยาที่ไม่ดีเมื่อได้ยินบางสิ่งที่ผิดพลาด อย่าตำหนิคนที่นำข่าวมาบอก
                    5. จัดให้มีช่วงระยะเวลาเพื่อรวบรวมข้อมูล กิจกรรมสังคม เช่น อาจมีการไปปิคนิคจัดงานปาร์ตี้ รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน    พื่อนร่วมงานของท่านอาจให้ข้อมูลบางอย่างในสำนักงานเวลาจัดปิคนิค หรือมีกิจกรรมทางสังคมท่านอาจได้รับความสะดวกในการรับข้อมูล
                    6. ในการประชุมผู้ร่วมงานสถานภาพปรกติ  อย่าประเมินค่าสูงเกินไปกับรายงานที่ได้ยิน
                    7. แสดงให้เห็นว่า ท่านคือปุถุชนธรรมดา  หัวเราะเยาะตัวเองบ้าง ยอมรับว่าตัวเองก็ทำผิดได้ ขอโทษผู้ร่วมงานเมื่อทำผิดหรือทำร้าายจิตใจผู้อื่น ถ้าท่านคิดว่าท่านเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา     ท่านต้องศึกษาให้มากขึ้น
9 วิธีในการสอนงาน
                    1. กำหนดเวลาและสถานที่ที่จะสอน ห่างจากสถานที่บันเทิงเริงรมณ์อย่าให้เขาดำเนินการกันเอง เราต้องจัดการให้เป็นขั้นตอน
                    2. คาดการณ์ ความรู้สึก ความต้องการ ความสนใจของผู้ร่วมงาน    ให้นึกถึงตอนที่ท่านรับงานนึกถึงความรู้สึกและปัญหาต่าง ๆ     ที่ท่านต้องทำความเข้าใจกับการสอนงานที่ซับซ้อนจากนายของท่าน
                    3. ขอร้องให้ผู้ร่วมงานบอกกับท่านว่า เขารู้อะไรเกี่ยวกับงานมาบ้างแล้ว    เติมเต็มในช่องว่างในการสอนงานให้เข้าใจ
                    4. ให้ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมใช้ภาษาให้ชัดเจน หลีกเลี่ยงภาษากำกวมถ้าเป็นไปได้  พูดภาษาเดียวกันกับผู้ร่วมงานเพื่อความเข้าใจ
                    5. อย่าพูดมากเกินไปในสิ่งที่เห็นชัดแจ้ง  พูดในสิ่งที่เขาไม่รู้ ไม่ใช่พูดในสิ่งที่เขาทำ
                    6. ถ้าเป็นไปได้ให้สาธิตการทำงาน     แสดงให้เพื่อนร่วมงานดูว่าควรทำงานอย่างไร ถ้าไม่สามารถสาธิตได้ ต้องพยายามบรรยายให้เห็นภาพของงานอย่างสมบูรณ์หรือยกตัวอย่าง
                    7. ให้ผู้ร่วมงานทดลองทำดู    สอนงานและให้คำปรึกษาพร้อมทั้งให้ข้อมูลป้อนกลับ ถ้าการปฏิบัติมีการผิดพลาดต้องบอกได้ว่าทำไมผิดพลาด และทำตัวอย่างให้ดู ถ้าเขาทำถูกก็ชมเชยเขา
                    8. ขอร้องให้เพื่อร่วมงานซักถามถ้าเขามีปัญหา     ตอบคำถามอย่างสุภาพ อย่าดูถูกว่าเขาถามคำถามโง่ ๆ
                    9. บอกเพื่อนร่วมงานว่าท่านจะให้สิ่งอำนวยความสะดวกเมื่อมีปัญหาหรือมีคำถาม     ท่านต้องทำตัวให้เพื่อนร่วมงานแน่ใจว่า สามารถพบได้ง่า     ถึงแม้เพื่อนร่วมงานคนนั้นจะเป็นคนที่มีความละอาย หรือไม่เชื่อมั่นตนเองก็ตาม
11 ขั้นตอนกับการประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิผล
                    1. เตรียมผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน  ก่อนประเมินผลการปฏิบัติงาน 1   สัปดาห์ บอกให้เขารับทราบล่วงหน้า เพื่อวิเคราะห์ตนเองอย่างถี่ถ้วนของผลการปฏิบัติงาน ในช่วงก่อนการประเมินผลงาน
                    2. ใช้เวลาประเมนผลอย่างน้อย 45 นาที 
                    3. ในระยะเริ่มต้นการประเมินให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกสบาย ๆ การประเมินผลการปฏิบัติงานควรปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงานอย่างดีที่สุด ลดปัญหาอุปสรรค     หรือการปกป้องตนเองให้ทบทวนการปฏิบัติงานที่ได้ทำมาด้วยคำพูดง่าย ๆ
                    4. มุ่งเน้นในการประเมินผลการปฏิบัติงานและพฤติกรรม ตัดสินเฉพาะเรื่องบุคลิกภาพ   ผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานดี หรือไม่ดีอะไรต้องทราบชัดเจนอย่าลืมยกตัวอย่างให้ชัดเจน
                    5. อย่าเน้นระดับคะแนนตัวเลขในแบบฟอร์มมากนัก  จะทำให้เพื่อนร่วมงานขยาดในตอนที่จะออกจากห้องคุณโดยใช้วิธีการสอนงาน 4 แบบ   การให้คำปรึกษาและแผนเฉพาะในการพัฒนามีความสำคัญมากกว่าตัวเลขที่กรอกไว้ในแบบฟอร์มนั้น      จงคุยและทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของตัวเลขมากกว่าตัวเลขล้วน ๆ
                    6. ขอร้องให้เพื่อนร่วมงงงานรับรู้การปฏิบัติงานของเขาถ้าการรับรู้ของท่านกับการประเมินผลแตกต่างกัน ปัญหาก็คือจะต้องวินิจฉัยว่าทำไมอีก ขอร้องให้เพื่อนร่วมงานมีจุดมุ่งเน้นไปที่การปฏิบัต
ิงานและพฤติกรรม (ไม่ใช่ความตั้งใจหรือความพยายาม)

                    7. เปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติงานกับมาตราฐานและความคาดหวัง  ถ้า
ท่านไม่ได้กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานหรือความคาดหวัง    ท่านต้องแก้ไขทันที ต้องแน่ใจว่าการประเมินผลได้มาตรฐานสำหรับโอกาสต่อไป

                    8. ต้องแน่ใจว่าเพื่อนร่วมงานใช้ภาษาเดียวกับท่านในการประเมินผล  ขอร้องให้เพื่อนร่วม
งานให้คำนิยามและตีความหมายในรูปแบบฟอร์มการประเมินถ้าท่านใช้แบบฟอร์มกับทุกคน

                    9. มีการสอนแนะนำและให้คำปรึกษาในการใช้แบบประเมินผล  ท่านจะทำอะไรที่จะช่วยให้เพื่อนร่วมงานของท่านปฏิบัติงานได้ดีขึ้นในอนาคต
                    10. สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน    พัฒนาแผนปฏิบัติการเพื่อลดปัญหาของการปฏิบัติงาน  ท่านจะขจัดช่องว่างของพฤติกรรมที่เป็นอยู่กับพฤติกรรมที่คาดหวังได้อย่างไร อะไรที่เพื่อนร่วมงานมีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปเมื่อไร
                    11. สรุปการสัมภาษณ์ให้ชัด ทำความเข้าใจให้ตรงกัน  เพื่อร่วมงานได้บอกท่านว่าได้ทำอะไรนั่นคือผลการประเมินและทำไมต้องทำเมื่อเสร็จกระบวนการก็ให้เพื่อนร่วมงานลงนามในแบบฟอร์มการประเมิน
เหตุผล 8 ประการที่หัวหน้างานไม่ให้คำยกย่องที่เขาควรจะให
                    1. ผู้บริหารบางคนคาดหวังสูงสุดไม่จำเป็นที่จะต้องให้รางวัล
                    2. ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จสูงอาจจะยากที่จะยอมรับความสำเร็จของเพื่อนร่วมงาน ซึ่งไม่ได้ศึกษามาตรฐานส่วนตัวของเพื่อนร่วมงานเลย
                    3. ผู้บริหารบางคนมีความเชื่อว่าการลงโทษสร้างแรงจูงใจได้มากกว่าการให้รางวัล
                    4. ผู้ที่ได้รับการเลี้ยงดูในแบบเด็ก      ไม่มีโอกาสเป็นตัวของตัวเอง เมื่อโตขึ้นก็จะประสบความยุ่งยากในการปรับตัว
                    5. ผู้บริหารอาจไม่มีเวลาพอที่จะทำความเข้าใจกับความสำเร็จครั้งสำคัญ    ของเพื่อนร่วมงาน
                    6. วัฒนธรรมดั้งเดิมขององค์การหรือบรรยากาศ อาจไม่ส่งเสริมการยกย่องกัน
                    7. บุคลากรบางคนสักแต่ว่าทำงานไม่เคยทำงานไห้ดีขึ้นเลยในสายตาของผู้บริหารที่จะให้
การยกย่อง

                    8. คำพูดแก้ตัวของผู้บริหารที่ให้การยกย่องลูกน้องน้อยก็คือ ผมมีงานมากไม่มีเวลา
10 สถานการณ์ที่การยกย่องไม่สร้างแรงจูงใจ
                    1. ผู้รับคำยกย่องไม่นับถือคนให้คำชม
                    2. ผู้รับคำยกย่องไม่ไว้เนื้อเชื่อใจคำชมของผู้ให้ ถ้าผู้ให้คำยกย่องไม่มีประวัติในการให้คำ
ยกย่อง ผู้รับอาจสงสัยในพฤติกรรม

                    3. การทำงานดี ไม่มีความสำคัญกับผู้รับ (หรือผู้ให้)
                    4. ผู้ให้คำยกย่อง ยกย่องมากเกินไป ถ้าชมมากเกินไป คำชมก็ไม่มีความหมาย
                    5. ผู้ให้คำยกย่อง ยกย่องบ่อยเกินไป ถ้าท่านยกย่องทุกคนหรือทุกวันคุณค่าก็น้อยลง
                    6. ผู้ให้คำยกย่องไม่เต็มใจ ดังนั้นจึงเป็นลักษณะไม่จริงใจ
                    7. การให้คำชมจะเกิดผลหรือเกิดผลลบก็ได้ ถ้าชมบ่อย ๆ ในลักษณะเดิม "ต้องให้ได้อย่างนี้ซิ"
                    8. ยกย่องในสถานที่อันไม่พึงควร ยกย่องไม่เหมาะกับสถานที่ บางคนรู้สึกละอายที่จะได้รับคำยกย่องในที่สาธารณชน คนอื่นอาจรู้สึกผิดหวังที่ได้รับคำชมในที่ลับ บางครั้งเพื่อนร่วมงานอิจฉาเมื่อคนอื่นได้รับการยกย่อง ท่านต้องรู้วิธีการว่าคนไหนต้องการให้ยกย่องแบบไหน
                    9. พฤติกรรมที่ผิดได้รับการยกย่อง อย่ายกย่องการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน
                    10. ผู้รับไม่พึงพอใจกับเงื่อนไขต่าง ๆ ของการจ้าง การยกย่องอาจไม่สร้างความประทับใจกับบุคลากรเมื่อเขารู้สึกว่าเขาได้เงินเดือนน้อยทำงานหนัก หรือได้รับการดูแลที่ไม่ดี การยกย่องชมเชย
จะได้รับผลถ้าได้ปรับบรรยากาศในองค์การไม่มีสิ่งใดที่ทดแทนได้เท่ากับค่าจ้างที่เป็นธรรม       และการปฏิบัติต่อกันด้วยความเอื้ออาทร

คำถาม 11 ข้อกับปัญหาการปฏิบัติงาน                   1. บุคลากรทราบแน่ชัดไหมว่าเขาต้องทำงานอะไรบ้าง?  ท่านทราบได้อย่างไรว่าเขาไม่รู้               
                  2. บุคลากรทราบถึงคุณภาพของการปฏิบัติงานที่คาดหวังไหม?ท่านทราบว่าเขารู้ได้อย่างไร       
                   3. บุคลากรได้ปฏิบัติงานได้ถูกต้องไหมในอดีตที่ผ่านมา ?    ถ้าตอบคำถามนี้ว่าใช่ คำตอบข้อ 1 ข้อ 2      ก็อาจตอบว่าใช่ด้วย คำตอบว่าใช่เป็นข้อแนะนำว่าเหตุการณ์บางอย่างอาจเป็นสาเหตุของปัญหา
                 4. มีบางสิ่งบางอย่างในสภาพแวดล้อมการทำงานของบุคลากรเป็นสิ่งที่ต้องห้ามในในการปฏิบัติงานไหม ?
                 5. โดยสภาพของงาน มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น บุคคลลากรต้องเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติงาน
ไหม ท่านจำเป็นต้องมีการฝึกอบรมบุคลากรในการทำงานไหม ท่านาราบไหมว่ามีความแปลกแยกเกิดขึ้นกับบุคลากร
                6. บุคลากรต้องการทำงานให้ดีขึ้นไหม ? โดยแท้จริงบุคลากรส่วนมากต้องทำงานที่ดีมากกว่าที่ผู้บริหารคิด
                7. บุคลากรมีทรัพยากรพอเพียงในการปฏิบัติงานไหม ?   ถามตัวเองว่า "บุคลากรมีข้อมูลและสิ่งอำนวยความสะดวกพอเพียงที่จะทำงานให้ท่านไหม  ?
                8. บุคลากรขาดความสามารถในการปฏิบัติงานไหม ?    ถ้าบุคลากรขาดความสามารถในการปฏิบัติงานต้องฝึกอบรมหรือมอบหมายงานให้เหมาะสมกับความสามารถบางอย่าง
                9. มีปัญหาเรื่องเข้มงวดในเรื่องคุณสมบัติที่เหมาะสมหรือไม่ ?         สถานการณ์ที่จะทำลายงานอีกอย่างก็คือบุคลากรไม่ได้รับสิ่งที่ท้าทายในการทำงานการเข้มงวดในเรื่องคุณสมบัติบางอย่างอาจทำให้เกิดการเบื่อหน่ายหรือละทิ้งงาน
              10. บุคลากรทราบว่า เขาทำงานไม่ได้ตามความคาดหวังของนายไหม ?            ท่านได้พูดถึงความคาดหวังไว้ชัดเจนไหม ไม่ใช่คิดเอาเองว่าบุคลากรจะทราบหรือเข้าใจว่าเขาจะต้องคิดเอาเอง
              11. ท่านควรมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอะไรบ้าง ?    ถ้ามีเพื่อนสนิทหรือผู้ทราบสถานการณ์ว่าใครควรจะบอกความจริงกับท่านได้

 ข้อเสนอแนะ 15 ประการ สำหรับให้คำวิจารณ์ซึ่งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม                   1. วิจารณ์ในที่ลับ  อย่าเสี่ยงโดยการทำให้เขาเกิดความละอาย หรือทำให้เขาเกิดมีความรู้
สึกว่าถูกลดศักดิ์ศรี
                  2. แน่ใจว่าผู้รับคำวิจารณ์มีความสนใจและมีอารมณ์พร้อมที่จะรับฟัง     ข้อมูลย้อนกลับมิใช่การได้ยินมา
                  3. คอยให้ผู้รับคำวิจารณ์หายโกรธหายเจ็บใจหรือไม่มีความยุ่งยากใจก่อน
                  4. อย่าพูดออกไปด้วยอารมณ์โกรธ  สงบอารมณ์ต้องวิจารณ์อย่างมีวัตถุประสงค์ชัดเจน
                  5. ไม่ยอมรับพฤติกรรมที่แสดงออกมิใช่ตัวบุคคล    มุ่งเน้นไปถึงพฤติกรรมที่เขาได้ทำมากกว่าบทบาทบุคคลที่เขาเป็น
                 6. วิจารณ์ให้ชัดเจน และตรงประเด็น      ยกตัวอย่างที่เป็นจริง เสนอเขาก่อนที่เขาจะต้องขอจากท่าน เพื่อท่านจะได้ไม่ถูกโจมตีมากกว่าการป้องกันตนเอง
                 7. ตอบคำถามให้เข้าใจ  ให้แน่ใจว่าผู้รับคำวิจารณ์เข้าใจสิ่งที่ท่านพูด   เขาเข้าใจคำวิจารณ์ของท่านอย่างไร ท่านแน่ใจว่าข้อมูลและสมมติฐานที่ท่านให้ใหม่สด คำวิจารณ์เขาถูกต้องเป็นจริง
                 8. ให้คำวิจารณ์ในขณะที่พฤติกรรมต่าง ๆ ยังใหม่สด ประทับอยู่ในใจทั้งสองฝ่ายจะมีผลกระทบสูงที่สุด
                9. ซื่อสัตย์ต่อตนเองกับเป้าหมายที่ตั้งไว้  ถ้าความตั้งใจของท่านต้องการลงโทษผู้รับจะเข้าใจได้เอง (ถึงแม้ท่านจะไม่) และกลายเป็นการปกป้อง
              10. เข้าใจและเห็นใจสถานการณ์ของผู้รับคำวิจารณ์    สิ่งนี้จะทำให้ผู้รับคำวิจารณ์เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ
              11. หลีกเลี่ยงการสื่อสารที่แสดงถึงจุดยืนที่เหนือกว่า ทั้งทางความรู้ อำนาจ   ไม่ควรมีข้อมูลในลักษณะที่จะบอกถึง     "ผมเหนือกว่าคุณ"
             12. หาสิ่งสนับสนุนและพยายามสังเกตอย่างถี่ถ้วน อย่าสักแต่ว่าพูดโดยไม่มีความคาดหวังอะไร เช่น แทนที่คุณจะพูดว่าคุณมาสาย ก็ให้พูดเจาะจงไปเลย คุณมาถึงโต๊ะคุณเวลา 9.00 น. เป็นเวลา 3 ครั้งในเดือนที่ผ่านมา
            13. อย่ามอบงานาโดยมุ่งเน้นแก้เผ็ดคน คุณไม่อยากทำงานให้มันดีขึ้นเลยนะ   การพูดเช่นนี้รังแต่จะก่อให้เกิดการต่อต้าน ดังนั้น ควรเฉพาะเจาะจงต่อพฤติกรรมนั้น เช่น คุณใช้วิธีนี้ผมรับไม่ได้
            14. มุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมต่าง ๆ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้     ถ้าท่านสามารถเปลี่ยนแปลงได้ก็อย่าไปให้คำวิจารณ์
            15. อย่าวิจารณ์มากเกินไปจนรับไม่ได้ จะทำให้เกิดความเครียด

10 ขั้นตอนเพื่อการวิจารณ์ที่ประสบความสำเร็จ
                    1. บอกกับเขาถึงเหตุการณ์พฤติกรรมหรือการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับตัวคุณ  "เมื่อเช้านี้ตอนที่ประชุมคณะทำงาน เมื่อเจ้านายถามผมเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของพวกเรา คุณก็พูดสอดขึ้นมาในขณะที่ผมกำลังจะตอบคำถามเจ้านาย"
                    2. บอกกับเขาว่า เหตุการณ์และพฤติกรรม หรือการปฏิบัติงาน ทำให้เกิดปัญหาอย่างไร
ผมสามารถบอกกับคุณได้ว่าใบหน้าของเจ้านายดูแปลกประหลาดใจที่ผมทำไมจึงยอมให้ผู้ใต้บังคับ
บัญชาตอบคำถามแทน นอกเหนือจากนั้นผมไม่ต้องการให้คุณใช้รูปแบบของการรายงานแบบนั้น

                    3. บอกว่าท่านรู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์นั้น  ผมรู้สึกละอายใจต่อนายของผมและรู้สึกผิด
หวังในตัวคุณด้วย เราไม่ได้ประสานกันเลย ไม่ได้ป้องกันสิ่งที่เกิดขึ้น

                    4. ถามบุคคลที่เสนอข้อมูล ให้เขาชี้แจงบางสิ่งที่ท่านรู้มาไม่ตรงกัน แทนที่ผมควรจะต้อง
พูด "ทำไมคุณพูดอย่างนั้น คุณควรพูดแทนที่จะเป็นผมพูด" ฟังคำตอบจากเขา

                    5. เสนอแนะการกระทำที่ถูกต้องเริ่มแรกให้เราตกลงร่วมกันว่า การรายงานการปฏิบัติงานที่จะจัดขึ้นเมื่อพวกเราได้วางแผนไว้สำหรับการประชุมให้เรานั่งตรงข้ามโต๊ะกันในการประชุม เราจะได้
ส่งสัญญากันได้ในสถานการณ์ต่าง ๆ

                    6. ถ้าเป็นไปได้ ควรให้ผู้ร่วมงานมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหา "ท่านมีความคิดอื่นอีกไหม หรืออย่างน้อยเราสามารถแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร"
                    7. มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานในอนาคต     "ท่านเห็นด้วยว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการปรึกษาหารือในที่ประชุมผู้ร่วมงานไหม ? ท่านทราบปัญหาในการดำเนินการไหม ?
                    8. บอกถึงประโยชน์ที่ท่านได้รับ "คุณได้มาร่วมประชุมกับผมปีครึ่งแล้ว และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมมีความรู้สึกบางอย่าง แต่ก็ประทับใจคุณมากที่คุณให้ข้อมูล    ผมมั่นใจว่าคุณจะให้ประโยชน์กับเราอีกในอนาคต"
                    9. ปล่อยให้คำพูดของท่านฝังแน่นในความทรงจำ อย่าพูดอะไรอีก ปล่อยในความทรงจำ อย่าพูดอะไรอีก ปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว ให้เสียงของท่านก้องอยู่ในหูและความทรงจำ ถ้าท่านไม่มีความคำถามอย่างอื่นหรือข้อเสนอแนะอื่นใดท่านควรกลับไปทำงานต่อ
                    10. ติดตามพฤติกรรม  ติดตามว่าสิ่งที่เขาให้คำมั่นไว้นั้นได้นำไปสู่การปฏิบัติ หาโอกาสชมเชยเขาที่เขาเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่
กฎ 9 ข้อสำหรับการตำหนิ
                    1. ท่านต้องแน่ใจว่าข้อมูลถูกต้อง  อย่าตำหนิผู้ร่วมงาน ถ้าไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง
                    2. ตำหนิทันทีหลังจากที่มีการฝ่าฝืนเกิดขึ้น การตำหนิจะไม่มีประสิทธิผล ถ้าปล่อยเวลาให้ผ่านไปนานหลังจากที่มีการฝ่าฝืน
                   3. ท่านต้องแน่ใจว่า ท่านใจสงบก่อนที่จะตำหนิ   การตำหนิควรเป็นการแก้ปัญหาไม่ใช่เป็นการกล่าวหาหรือฟ้อง ระวังน้ำเสียง
                   4. ตำหนิในที่ลับ อย่าเพิ่มความเจ็บช้ำให้กับเขา เป้าหมายของท่านคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไม่ควรทำให้เขาได้รับความอายหรือโกรธแค้น
                   5. ชี้พฤติกรรมผิดที่ชัดเจน ไม่ใช่เรื่องทั่ว ๆไปสิ่งใดที่ผู้ร่วมงานทำผิดข้อมูลอะไรที่ท่านต้องมี 6. อย่าวินิจฉัยหรือปฏิบัติต่อเขาอย่างไม่เป็นธรรม การตำหนิต้องมั่นคง   ยุติธรรมเสมอต้นเสมอปลายกับทุกคน
                  6.มีการสอนแนะและให้คำปรึกษา  ผุ้ร่วมงานอาจจะทำอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต
                  7. สร้างแรงจูงใจและส่งเสริมผู้ร่วมงาน  ชี้นำในทางที่ดี มองโลกในแง่ดี ผู้ร่วมงานจะได้ปรับปรุงการทำงานและทุกคนสามารถปฏิบัติงานได้บรรลุวัตถุประสงค์
                 8.. สร้างความเข้าใจอันดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย  อะไรเกิดขึ้น ทำไมจึงเกิดขึ้น    จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร เมื่อไร เหตุผลอะไรที่จะไม่เปลี่ยนแปลง

                  9. หยุดการตำหนิ ให้ปฏิบัติต่อผู้ร่วมงานคนนี้เหมือนกับคนอื่น    อย่าพยายามจับผิดนอกเสียจากการกระทำนั้นได้รับการแก้ไขแล้ว

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ผู้นำกับการบริหารความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์

เรื่อง ผู้นำกับการบริหารความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์
“ถ้าปราศจาก ซึ่งความขัดแย้งก็ไม่มีความก้าวหน้าและเชื่อว่าความขัดแย้งและการ
เปลี่ยนแปลงเป็นของคู่กัน ความขัดแย้งเป็นกฎพื้นฐานของชีวิต” (Karl Marx,1879) ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่
ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เป็ นสิ่งสนับสนุนให้เกิดผลดีรวมทั้งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อการ
ปฏิบัติงานด้วย การปฏิบัติงานจะบังเกิดผลดีย่อมจะต้องมีความขัดแย้งอยู่ในระดับที่พอเหมาะพอดี ความ
ขัดแย้งเกิดจากการแข่งขันในทรัพยากร การงาน การกำหนดอำนาจหน้าที่ ปัญหาทางสถานภาพของมนุษย์
การติดต่อสื่อสาร นิสัยของบุคคล การใช้อำนาจ การแสวงหาเป้าหมายที่แตกต่างกัน การแบ่งปัน
ผลประโยชน์ที่พึงมีพึงได้ เมื่อเกิดความขัดแย้งมนุษย์จึงพยายามแสวงหาแนวทางหรือวิธีการแก้ไขความ
ขัดแย้งดังกล่าว
ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในองค์กร การเผชิญกับความขัดแย้งจึงถือเป็น
ความท้าทายศักยภาพและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคนในองค์กร การจัดการกับความขัดแย้ง ผู้มี
ส่วนร่วมควรมีความรู้ ความเข้าใจในธรรมชาติ พื้นฐานของความขัดแย้ง กระบวนการในการวิเคราะห์ และ
การประเมินพฤติกรรมความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในองค์กร เพื่อเป็นแนวทางในการแสวงหาเครื่องมือ และ
เทคนิควิธีการในการจัดการกับความขัดแย้ง ตลอดจนพัฒนาทักษะทางจิตวิทยาต่างๆ อาทิเช่น การสื่อสาร
เชิงปฏิสัมพันธ์ และทักษะให้การปรึกษาแก่บุคคล เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจอันดี และความสุขในการทำงาน
ของบุคคลในองค์กร รวมทั้งยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กรภายนอกด้วย ดังนั้นการจัดการกับ
ความขัดแย้ง จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความสัมพันธ์อันดีในองค์กร โดยใช้เทคนิควิธีการทาง
จิตวิทยามาช่วยในการแปร “ความขัดแย้ง” ไปสู่ “พลังสร้างสรรค์” ในการทำงานร่วมกัน
ความหมายของความขัดแย้ง
ความขัดแย้ง หมายถึงสภาพการณ์ที่ทำให้คนตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถตัดสินใจหรือตกลงหา
ข้อยุติอันเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่ายได้ (ทิศนา แขมณี, 2522)
ความขัดแย้ง หมายถึง สภาพที่บุคคลทั้ง 2 ฝ่ายมีความคิดเห็นหรือความเชื่อที่ไม่ตรงกันและยัง
ไม่สามารถหาข้อยุติที่สอดคล้องกันได้ (พนัส หันสนาคินส์, 2531)
ดังนั้น ความขัดแย้ง จึงเป็นความนึกคิดหรือการกระทำของบุคคลเกี่ยวกับตนเอง บุคคลอื่นและ
ระหว่างกลุ่มบุคคลอื่น ๆ ด้วย ส่งผลให้เกิดการแข่งขันหรือกำกับควบคุมซึ่งกันและกันขึ้น
ที่มาของความขัดแย้ง
1. การกำหนดบทบาทและอำนาจหน้าที่ของบุคคล
2. ปัญหาสถานภาพของบุคคล
3. ช่องว่างในการติดต่อสื่อสารของบุคคล
4. นิสัยใจคอของบุคคล
5. การใช้อำนาจของผู้มีอำนาจ
6. การแสวงหาเป้าหมายของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน
7. การแข่งขันในตัวเองของแต่ละบุคคล
8. การเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการที่ต้องถูกบังคับให้มีสังกัดซึ่งกันและกัน
9. การแข่งขันในด้านทรัพยากร
10. การทำงานตามหน้าที่ของแต่ละบุคคล
การจัดการความขัดแย้งอย่างมีประสิทธิภาพ (Blak Sharpark andMuton,1998)
1. การมอบอำนาจ
2. การยอมรับ ความรับผิดชอบส่วนบุคคล
3. การให้ข้อมูลย้อนกลับที่สร้างสรรค์
4. พฤติกรรมที่เหมาะสมในการแสดงออก
5. การสื่อสารที่ชัดเจน
6. สร้างความเชื่อมั่นตนเอง
7. การหาทรัพยากรเพิ่ม
8. การอดกลั้น
ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะสำหรับการแก้ไขความขัดแย้งอย่างมีประสิทธิภาพ
ในการบริหารความขัดแย้งให้เกิดสมดุลนั้น สิ่งแรกที่ผู้นำจะต้องต้องดำเนินการก็คือ การ
สร้างค่านิยมร่วมให้แก่ทีมในเรื่องของ ความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ต้องสร้างให้เป็นมาตรฐาน
ของพฤติกรรม ที่ทุกคนใช้ในการทำงานประจำวัน ผู้นำจะต้องสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมสมาชิกของทีม
แต่ละคนโดยการหมั่นสังเกตและโน้มน้าวให้ยอมรับและประพฤติตามกฎระเบียบที่ได้กำหนดร่วมกันไว้
ผู้นำองค์กรที่มีภาวะผู้นำจะต้องสามารถกระตุ้นการระดมสมองแบบบริหารความขัดแย้งในการสร้างการ
ทำงานเป็นทีม โดยสมาชิกของทีมทุกคนจะต้องมีความรู้สึกว่าได้รับแรงจูงใจและโอกาสที่จะแสดงออกมา
ซึ่งความคิดริเริ่ม และสามารถถกเถียงกันในประเด็นต่างๆ ที่หยิบยกขึ้นมา เพื่อการหาข้อสรุปหรือข้อยุติ โดย
การคำนึงถึงผลประโยชน์ขององค์กรเป็นสำคัญ
ผู้นำจะต้องมีวิธีที่จะดึงทุกคนออกมาจากเกราะป้ องกันตัวเองเพื่อให้เกิดการถกเถียงกัน
อย่างกว้างขวางในทุกแง่ทุกมุม ก่อนที่จะร่วมกันตัดสินใจ เพื่อให้เป็นฉันทามติของทีม และหลังจากได้
ร่วมกันตัดสินใจแล้ว ผู้นำจะต้องให้ทุกคนยึดกฎในการประชุมที่จะต้องยอมรับและปฏิบัติตามมติของทีม
อย่างเคร่งครัด และไม่นำไปวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่เห็นด้วยหลังการประชุมอีก
แต่ในอีกกรณีหนึ่งที่ความขัดแย้งได้เกินขอบเขตของประเด็นเชิงการบริหารและเข้าสู่ความ
ขัดแย้งในเรื่องส่วนตัว หรือการชิงดีชิงเด่นกันในเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงาน เกิดเป็นความขัดแย้งในเชิงลบ
ไปแล้ว อาจจะทำความเสียหายให้กับองค์กรมากกว่าผลดี ซึ่งในกรณีนี้ผู้นำจะต้องหาหนทางที่จะขจัดความ
ขัดแย้งดังกล่าวให้เร็วที่สุดก่อนที่จะมีการเล่นเกมการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตนเองต่อไป จะเห็นได้ว่า
ภาวะผู้นำเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการก่อให้เกิดหรือขจัดความขัดแย้งใดๆในองค์กร โดยจะต้องสามารถ
วิเคราะห์ให้ได้ว่ามีความขัดแย้งในองค์กรเพียงพอแล้วหรือยัง และความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นกำลังนำ
ผลดีหรือร้ายมาสู่องค์กร และหาวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้อย่างทันท่วงที

ภาวะผู้นำทางการบริหารการศึกษา

กระแสความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ  การเมือง  สังคมวัฒนธรรมและเทคโนโลยีที่รุนแรงรวดเร็วในขณะนี้  ส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติทั้งสังคมไทยและสังคมโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   ก่อให้เกิดการปรับตัวของผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมทั้งในฐานะผู้นำและผู้ตาม  เพื่อนำพากลุ่มหรือองค์กรให้ฝ่าฟันผ่านพ้นกับวิกฤติที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต    มีความสมดุลของการดำเนินชีวิตและนำความสุขมาให้    คำกล่าวของ  William S. Siffin  (อ้างจากประชุม  รอดประเสริฐ.  2552) หากปราศจากองค์การบริหารแล้วสังคม (Society) ก็คงไม่ปรากฏ และหากปราศจากสังคมแล้ว  มนุษย์(Human) ก็คงไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้  จึงวิเคราะห์ได้ว่ามนุษย์ที่รวมกลุ่มกันเป็นสังคม จะอยู่รวมกันอย่างปกติสุขได้ต้องมีการบริหารจัดการและต้องมีผู้นำ  แต่การบริหารจัดการมนุษย์ที่มีความแตกต่างกันทุกด้าน และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความหลากหลายด้านปัจจัยและบริบทในสภาวะปัจจุบันนี้   คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก  เพราะผู้นำจะต้องเผชิญกับความสลับซับซ้อนของปัญหาด้านต่างๆ  อย่างมากมาย ทั้งบุคคล  งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี   ผู้บริหารที่เป็นผู้บริหารรุ่นเก่า คงเกิดความยุ่งยาก  แต่ถ้ามีการศึกษาเรียนรู้ในการเป็นผู้นำมืออาชีพซึ่งจะต้องมีภาวะผู้นำก็อาจะเป็นผู้นำที่ดีได้   ซึ่งผู้เขียนได้เรียบเรียงความรู้เกี่ยวกับภาวะผู้นำทางการบริหารการศึกษาในด้านความหมาย  องค์ประกอบ  ความสำคัญ วิธีการพัฒนาภาวะผู้นำและแนวทางการนำภาวะผู้นำทางการบริหารการศึกษาไปใช้ประโยชน์  โดยมีจุดมุ่งหมายให้ผู้ที่เตรียมตัวก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษาได้มีความพร้อมฝึกฝนตนเองให้มีภาวะผู้นำ  ที่จะสามารถไปบริหารจัดการให้องค์การทางการศึกษาดำเนินงานได้อย่างบรรลุวัตถุประสงค์  ตอบสนองความต้องการของชาติ  นำพาสังคมไทยให้ก้าวย่างไปข้างหน้าได้อย่างทัดเทียมกับอารยประเทศได้ต่อไป

  * ครูชำนาญการพิเศษ  โรงเรียนปักธงชัยประชานิรมิต   นักศึกษาปริญญาเอก  รุ่นที่  4   มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา
ความหมายของภาวะผู้นำทางการบริหารการศึกษา
ภาวะผู้นำ (Leadership) ได้มีผู้ให้ความหมายไว้หลากหลาย ดังนี้
ภาวะผู้นำเป็นกระบวนการของอิทธิพลที่บุคคลหนึ่งพยายามใช้อิทธิพลต่อบุคคลอื่น เพื่อให้มีพฤติกรรมไปในทิศทางที่ต้องการ ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เศาวนิต  เศาณานนท์ (2542)
ภาวะผู้นำคือ การที่ผู้นำใช้อิทธิพลในความสัมพันธ์ที่มีอยู่ต่อผู้ใต้บังคับบัญชาในสถานการณ์ต่างๆ    เพื่อปฏิบัติการและอำนวยการ   โดยใช้กระบวนการติดต่อซึ่งกันและกันเพื่อบรรลุตามเป้าหมาย กวี  วงศพุฒ (2542) 
ภาวะผู้นำคือ ภาวะที่ก่อให้เกิดศรัทธาเป็นที่ยอมรับและเกิดจุดมุ่งหมายร่วมกันในสังคมนั้น ๆ  ภาวะผู้นำอาจมีในบิดามารดา ครู ผู้นำชุมชน ผู้นำทางศาสนา ผู้นำทางวิชาการ ผู้นำทางการเมือง เป็นต้น ภาวะผู้นำอาจมีในบุคคลที่มีดำรงตำแหน่งหัวหน้าหรือไม่ใช่ก็ได้ ประเวศ  วะสี (2544)
สรุปได้ว่า ภาวะผู้นำเป็นคุณลักษณะเฉพาะตัวที่เกิดขึ้นในตัวบุคคลที่มีอิทธิพลต่อบุคคลอื่นในการที่จะให้ความร่วมมือทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามที่ผู้นำต้องการ ซึ่งคุณลักษณะความเป็นผู้นำนี้ไม่มีเฉพาะผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าเท่านั้น  แต่บุคคลทุกอาชีพ ทุกสถานภาพก็สามารถมีภาวะผู้นำได้ตามเวลา โอกาส สถานที่  เช่น บิดามีภาวะความเป็นผู้นำในฐานะหัวหน้าครอบครัวที่มีผลต่อผู้ตามคือภรรยาและบุตร  เป็นต้น  การบริหารการศึกษากับภาวะผู้นำมีความสัมพันธ์กันคือ การบริหารการศึกษาจำเป็นต้องอาศัยภาวะผู้นำเพื่อช่วยให้การบริหารการศึกษาเป็นไปด้วยดี มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
                การบริหารการศึกษาหมายถึง กระบวนการปฏิบัติงานด้านการจัดการทางการศึกษาให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยหลักการและปัจจัยการบริหารเป็นสื่อของความสำเร็จนั้น  มุ่งบริหารคนและบริหารงาน 
ภาวะผู้นำทางการบริหารการศึกษาจึงหมายถึงคุณลักษณะของผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารการศึกษาในการควบคุม นำพาครูหรือบุคลากรทางการศึกษารวมทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาเช่นผู้ปกครอง ชุมชน หน่วยงาน องค์กร  มาร่วมมือกันในการจัดการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 
ความสำคัญของภาวะผู้นำทางการบริหารการศึกษา
                ภาวะผู้นำเป็นกระบวนการที่ผู้นำช่วยสร้างความชัดเจนแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาให้รับรู้ว่า อะไรคือความสำคัญให้ภาพความเป็นจริงขององค์กรแก่ผู้อื่นช่วยให้มองเห็นทิศทางและจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจนภายใต้ภาวะความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก (สุเทพ  พงศ์ศรีวัฒน์ 2545) และมีผู้สรุปรวบรวมความหมายและความสำคัญของภาวะผู้นำ  ไว้ดังนี้
1.       ภาวะผู้นำของผู้นำเป็นจุดศูนย์รวมของการทำงานกลุ่ม ในการแสวงหาความร่วมมือของ
บุคคลในกลุ่มเพื่อนำพากลุ่มไปสู่เป้าหมายของความสำเร็จ
2.       ภาวะผู้นำของผู้นำเป็นบุคลิกภาพและผลของบุคลิกภาพที่ส่งผลต่อผู้ตามในการทำงาน
ร่วมกัน   ก่อให้เกิดความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจต่อบุคลิกภาพของผู้นำ  ซึ่งเป็นผลจากความมีภาวะผู้นำนั่นเอง
3.       ภาวะผู้นำในฐานะที่เป็นการกระทำหรือพฤติกรรม เพราะการกระทำของผู้นำที่เป็นผลจาก
การมีภาวะผู้นำส่งผลต่อปฏิกิริยาของผู้ตาม ว่าผู้นำทำอะไร  ถ้าผู้นำทำให้ดู ผู้ตามก็จะทำตามด้วย
4.       ภาวะผู้นำเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยในการจูงใจและการประสานงานขององค์การ
เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด
5.       ภาวะผู้นำเป็นผลหรือสิ่งที่งอกเงยตามมา ที่เกิดจากการปฏิสัมพันธ์ของบุคคลต่าง ๆ ในกลุ่ม
เป็นหลัก
6.        ภาวะผู้นำเป็นบทบาทที่เกิดขึ้นจาการบูรณาการบทบาทของบุคคลอื่น  เพื่อสร้างความ
เจริญก้าวหน้าแก่ระบบสังคม    เพราะผู้นำแต่ละองค์กร หรือหน่วยงาน  ต่างก็มีหน้าที่ มีบทบาทที่แตกต่างกัน  แต่ทุกหน้าที่ต่างก็ช่วยกันพัฒนาความเจริญให้กับสังคม ซึ่งต้องอาศัยการมีภาวะผู้นำทั้งนั้น
7.       ภาวะผู้นำในฐานะที่มุ่งด้านโครงสร้าง  เป็นกระบวนการในการริเริ่มและดำรงรักษา
โครงสร้างของบทบาทและรูปแบบความสัมพันธ์ของบทบาทต่าง ๆ มีการระบุหน้าที่ของภาวะผู้นำในการทำให้ระบบการตัดสินใจต่าง ๆที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลตามโครงสร้างการบริหารจัดการขององค์การ
                จากข้อสรุปดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของภาวะผู้นำที่มีในองค์การ  ที่มีทั้งในผู้นำและผู้ตามขององค์กรนั้น สามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จทั้งในองค์กรของตนเองและองค์กรอื่น จนขยายสู่องค์การระดับประเทศ ซึ่งต้องอาศัยการมีภาวะผู้นำทั้งสิ้น
องค์ประกอบของภาวะผู้นำทางการบริหารการศึกษา
การบริหารจัดการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลตรงตามมาตรฐานการศึกษาได้นั้น  ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ดังนี้
1.  ผู้นำ หมายถึง ผู้ซึ่งมีอำนาจบางอย่างเหนือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา  คนที่เป็นผู้นำมีชื่อเรียกต่างๆ เช่น  กษัตริย์  ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี  ประธาน  ผู้บังคับบัญชา  เจ้านาย  เป็นต้น   ผู้นำบางคนมีบทบาทที่จะบริหารองค์กรแต่บางคนอาจเป็นเพียงสัญลักษณ์ขององค์กรเท่านั้น  สำหรับผู้นำทางการบริหารการศึกษาอาจหมายถึง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่  ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการโรงเรียน วิทยาลัย สถาบัน  อธิการบดี หัวหน้ากลุ่มสาระ หัวหน้างาน เป็นต้น   ซึ่งบุคคลที่เป็นผู้นำดังที่กล่าวมานอกจากจะได้มีอำนาจตามกฎหมายแล้วยังต้องอาศัยอำนาจบารมี อำนาจเชี่ยวชาญ อำนาจอ้างอิง   จึงจะสามารถบริหารจัดการในหน้าที่ของตนเอง ตามบทบาทเฉพาะที่กำหนดไว้ในแต่ละหน้าที่โดยใช้ความสามารถทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่จะจูงใจคนในหน่วยงานให้กระทำตามที่ตนต้องการ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรซึ่งต้องอาศัยการมีภาวะผู้นำในทุก ๆส่วน
2.  ผู้ตาม หมายถึง ผู้ที่อยู่ในหน่วยงานที่มีบทบาทเป็นลูกน้อง  หรือผู้ใต้บังคับบัญชา  มีหน้าที่กระทำตามคำสั่ง หรือการมอบหมายงานจากผู้นำ  ซึ่งผู้ตามมีอยู่  4  ประเภทคือ
R1   ไม่มีความสามารถและไม่มีความเต็มใจหรือไม่มั่นใจ
R2   ไม่มีความสามารถแต่มีความเต็มใจหรือมีความมั่นใจ
R3    มีความสามารถแต่ไม่มีความมั่นใจหรือไม่มั่นใจ
R4    มีความสามารถและมีความเต็มใจหรือมีความมั่นใจ
ตามทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงสถานการณ์ของ Paul Hersey and Ken Blanchard  มีหลักการว่า
ผู้บริหารจะใช้รูปแบบการบริหารงานอย่างไรขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ระดับความพร้อม (Readiness) ของผู้ใต้บังคับบัญชา  ซึ่งหมายถึง ความสามารถ (Ability) ทักษะความรู้และประสบการณ์และความเต็มใจ(Willingness)  ผู้นำจึงต้องสามารถวิเคราะห์ผู้ตาม  วิเคราะห์งาน แล้วจัดวางตัวบุคคลให้เหมาะสมกับงาน และจัดงานให้เหมาะสมกับคน (Put the light man in the light job)         สำหรับผู้ตามในวงการศึกษาก็คือครู  บุคลาการทางการศึกษา  ผู้ปกครอง ชุมชน นักเรียน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  ที่ผู้ตามจำเป็นต้องอาศัยผู้นำที่จะกำหนดบทบาท อำนาจ หน้าที่ ภารกิจ พร้อมทั้งการมอบหมาย การติดตาม การแนะนำ การควบคุม ให้ภารงานนั้น ๆสำเร็จได้ตามวัตถุประสงค์  ซึ่งผู้ตามก็ต้องมีภาวะผู้นำในการบริหารจัดการตามที่ได้รับคำสั่งหรือมอบหมายงานจากผู้บังคับบัญชา
3.  สถานการณ์ หมายถึง เหตุการณ์ เวลา ช่วงเวลา กำหนดการ สถานที่ โอกาส  สภาวะของการทำงานนั้น ๆ เช่น ก่อนเปิดภาคเรียนจะมีการประชุมครู อบรม และชี้แจงการปฏิบัติงาน  ก่อนจัดโครงการใด ๆ  ก็จะมีคำสั่งในคำสั่งจะกำหนดบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการอย่างชัดเจน และทำความเข้าใจก่อนปฏิบัติงานจริง    ดังนั้นผู้บริหารจะบริหารงานใด ๆ  ต้องคำนึงถึงเหตุการณ์ สถานการณ์ ให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ 
จากองค์ประกอบดังกล่าวมาการบริหารจัดการทางการศึกษาล้วนต้องอาศัยภาวะผู้นำทั้งผู้นำและผู้ตามที่สอดคล้องกับสถานการณ์นั้นได้อย่างเหมาะสม  กลมกลืน เกิดความพึงพอใจต่อผู้นำและผู้ตามและบรรลุเป้าหมายความสำเร็จของงาน 
วิธีการพัฒนาภาวะผู้นำ
                ภาวะผู้นำกับการบริหารการศึกษามีความสัมพันธ์กันอย่างยิ่ง  เพราะในการบริหารการศึกษานั้นผู้บริหารจะพบกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ มากมายที่ยากต่อการแก้ไข  บางปัญหาขาดความชัดเจนหรือไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการศึกษา  ดังนั้นหน้าที่ของผู้บริหารการศึกษาจึงต้องแสวงหาความรู้ ทักษะ และเทคนิควิธีการนำมาแก้ไข พัฒนาการศึกษาให้ไปสู่ความสำเร็จ  ผู้บริหารจึงต้องได้รับการพัฒนาอยู่เสมอ  จากงานวิจัยของกัลยรัตน์  เมืองสง (2550)  ได้สรุปวิธีพัฒนาความเป็นผู้นำของผู้บริหารไว้โดยสรุป  24  วิธี  ดังนี้
1.       การสัมมนา  หมายถึง การให้สมาชิกช่วยกันระดมความคิดเห็นเพื่อแก้ปัญหา หรือเสนอแนว
ทางการดำเนินงานในขอบข่ายเนื้อหาสาระที่กำหนด
2.       การประชุมทางวิชาการ หมายถึง การประชุมที่มีวัตถุประสงค์มุ่งให้สมาชิกมีการแลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน โดยเน้นบรรยากาศที่เป็นกันเอง สมาชิกมีความรู้ ความสนใจ หรือประสบการณ์พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องที่จะประชุมพอสมควร
3.       การประชุมเชิงปฏิบัติการ หมายถึง การประชุมเพื่อถกปัญหา หรือประเด็นที่น่าสนใจเฉพาะ
เรื่องใด เรื่องหนึ่ง ที่มีการเตรียมการอย่างรอบคอบ โดยจะต้อง 1) กำหนดวัตถุประสงค์เฉพาะ  2) กำหนดหัวข้อให้กระชับ รัดกุมและชัดเจน  3) จัดสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ให้มีสิ่งรบกวน  4) ผู้นำการประชุมต้องควบคุมการประชุมให้ราบรื่น ไม่มีการแสดงความคิดเห็นที่มีอิทธิพลเหนือผู้อื่น 5) จดบันทึกผลการประชุมให้ครบถ้วน  6) สรุปผลการประชุมตามหัวข้อการประชุม
4.       การระดมความคิด หมายถึง การคิดอย่างสร้างสรรค์ต่อปัญหาใด ๆ อย่างเสรีหลากหลาย ไม่
วิจารณ์ความคิดของผู้อื่น ระดมให้คิดให้มากที่สุด แล้วนำไปสู่การประเมินของกลุ่มใหญ่เพื่อหาแนวคิดที่เหมาะสมและเป็นไปได้
5.       การศึกษาดูงาน หมายถึง การนำผู้เรียนไปเรียนรู้นอกสถานที่เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับงาน เพื่อให้
ทราบว่าสภาพการทำงานจริงมีลักษณะอย่างไร  ให้ผู้เรียนมีโอกาสเผชิญกับบุคคล สถานที่และสิ่งของต่างๆ ด้วยตนเอง  การศึกษาดูงาน ประกอบด้วยการดู การฟัง การสัมภาษณ์ การสนทนา การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการมีส่วนร่วม
6.       การอภิปรายเป็นคณะ หมายถึง การอภิปรายร่วมกันโดยกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิประมาณ 3 – 5 คน
มีพิธีกรดำเนินการอภิปราย
7.       การบรรยายเป็นคณะ หมายถึง การที่ผู้พูดหรือวิทยากรได้รับมอบหมายให้พูดบรรยายเรื่องใด
เรื่องหนึ่งตามลำพัง  บรรยายแล้วเสร็จจะกลับหรืออยู่ต่อก็ได้ ไม่มีการให้อภิปรายหัวข้อของคนอื่น ๆ เหมือนการอภิปรายเป็นคณะ
8.       การฝึกงาน หมายถึง การฝึกปฏิบัติงานตามสถาบันหรือองค์กรต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้จากการ
ทำงานจริงภายใต้การแนะนำของผู้ร่วมงานในองค์การ
9.       การสอนงาน หมายถึง การแนะนำให้ปฏิบัติงานให้ถูกต้อง โดยปกติจะเป็นการสอนระหว่าง
การปฏิบัติงาน อาจสอนเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งผู้สอนต้องมีความรู้ ประสบการณ์และทักษะในเรื่องนั้นอย่างแท้จริง
10.    การหมุนเวียนสับเปลี่ยนงาน หมายถึง การพัฒนาบุคคลที่ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน คือ 1) การ
วางแผน  2) การพิจารณาผู้หมุนเวียนงาน  3) การพิจารณาตำแหน่งงาน  4) การสอบถามความสมัครใจ  5) การดำเนินการหมุนเวียนงาน  6) การประเมินและติดตามผล
11.     การเรียนรู้ทางไกล หมายถึง ระบบการพัฒนาบุคคลที่ออกแบบให้สามารถถ่ายทอดเนื้อหา
สาระ ทักษะ เจตคติ โดยใช้ระบบสื่อประสม ซึ่งประกอบด้วย 1) สื่อวัสดุ  2) อุปกรณ์  3) วิธีการ  4) สื่อบุคคล  ในลักษณะต่างๆ โดยให้ผู้เรียนกับวิทยากรมีการเผชิญหน้ากันน้อยที่สุด  ในการสอนทางไกล อาจใช้บทเรียนสำเร็จรูปสั้น ๆ ที่สามารถทำความเข้าใจด้วยตนเอง โดยผู้เรียนศึกษาและหาข้อมูลต่าง ๆ ประกอบตามที่กำหนดในบทเรียน
12.    การแสดงบทบาทสมมติ หมายถึง การทดลองสวมบทบาทที่สมมติขึ้นมา  โดยเปิดโอกาสให้
ผู้แสดงได้พูดก่อน แล้วนำไปเป็นประเด็นเพื่อวิเคราะห์ปัญหา แล้วให้ผู้แสดงและกลุ่มชี้ประเด็นว่าได้เรียนรู้อะไรจากพฤติกรรมของตัวละคร เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
13.    การใช้บทเรียนแบบโปรแกรม หมายถึง การเรียนรู้ด้วยตนเองรูปแบบหนึ่งที่ผู้เรียนสามารถ
เรียนรู้ได้ตามลำดับขั้นตอนความสามารถของตนเอง และแก้ไขปฏิกิริยาการตอบสนองด้วยตนเอง ผู้เรียนจะเป็นผู้ปฏิบัติกิจกรรมที่ออกแบบไว้ ทำแบบฝึกหัดและได้ผลย้อนกลับเป็นการเสริมแรง
14.    เกมการบริหาร หมายถึง การจำนองสถานการณ์จริงขึ้นมาเพื่อให้ผู้เรียนได้ทดลองเผชิญ
เหตุการณ์  ผู้เรียนจะมีโอกาสฝึกวินิจฉัย และคัดเลือกแนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสม
15.    กรณีศึกษา หมายถึง การให้รายละเอียดของสถานการณ์ข้อเท็จจริง เพื่อเป็นหลักฐานในการ
อภิปรายและแก้ปัญหา เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทดสอบแนวคิดของตนเองกับแนวคิดของผู้อื่น  ทั้งนี้ต้องสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้าง มีอิสระและเป็นกันเอง ในขั้นการวิเคราะห์  กรณีต้องพิจารณาที่บุคคล สถานการณ์ วิธีการ ขั้นตอน สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ว่าสิ่งใดที่กระทบต่อองค์การจะแก้ไขหรือพัฒนาอย่างไร
16.    การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง การเรียนรู้ด้วยตนเองรูปแบบหนึ่งที่อาศัย
บทเรียนที่ถูกออกแบบมาให้ผู้เรียนเรียนจากคอมพิวเตอร์  โดยมีเนื้อหาสาระตามที่ผู้ออกแบบกำหนด  ผู้เรียนสามารถทำการโต้ตอบกับเครื่อง  ทราบผลการปฏิบัติและได้รับการเสริมแรง การเรียนรู้จะเร็วหรือช้าอยู่กับความสามารถของผู้เรียน
17.    การเรียนรู้แบบออนไลน์ หมายถึง การเรียนรู้ที่อาศัยคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย
โทรคมนาคม  โดยผู้เรียนจากคอมพิวเตอร์ลูกข่ายที่เชื่อมกับระบบเครือข่าย  สามารถโต้ตอบกับแม่ข่ายซึ่งอยู่ไกลออกไปได้ทันทีหรือเกือบจะทันที
18.    การฝึกประสาทสัมผัส หมายถึง การฝึกให้ผู้เรียนระมัดระวังผลของพฤติกรรมและทัศนคติ
ของตนที่มีต่อผู้อื่น  ช่วยให้เข้าใจตนเองและผู้ร่วมงานและสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก  เน้นการแก้ปัญหาโดยการทดลอง  โดยให้ผู้เรียนเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น มีการแสดงพฤติกรรมอันเนื่องมาจากประสบการณ์ของตนเพื่อทดสอบความมีมนุษย์ของตนกับผู้อื่น  ผู้เรียนจะคิดค้นหาคำตอบและประเมินผลย้อนกลับที่เป็นปฏิกิริยาโต้ตอบจากผู้อื่นและสรุปสิ่งที่ตนเรียนรู้จากการทำปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่ม
19.    กิจกรรมพัฒนาจิต หมายถึง การฝึกปฏิบัติกิจกรรมที่มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางอารมณ์
และความพลังของจิตใจ  ให้มีความสงบเยือกเย็น เช่นการฝึกสมาธิเพื่อให้จิตใจเหมาะแก่การใช้สติปัญญาในการวิเคราะห์สภาพการและปัญหาในการทำงานและการดำเนินชีวิต
20.    กิจกรรมนันทนาการ หมายถึง การร่วมกันทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง เช่น
การร้องเพลง การปรบมือเป็นจังหวะพร้อมกัน การร้องเพลงประกอบท่าทาง การเล่นเกมสั้นๆ เป็นต้น โดยเน้นการทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม  เพื่อมุ่งเปลี่ยนทัศนคติและสร้างความสัมพันธ์   ตลอดจนสร้างความสนุกสนานให้กับผู้เรียน
21.    กลุ่มทำงาน หมายถึง การฝึกการทำงานร่วมกัน โดยฝึกภาวะความเป็นผู้นำ ผู้ตาม การร่วมกัน
ในการวางแผน การคิด และเป็นการฝึกการตัดสินใจร่วมกันในระดับกลุ่ม
22.    การสนทนาวงกลม หมายถึง การจัดให้ผู้เข้าร่วมสนทนานั่งเป็นวงกลมเพื่อแสดงทัศนะ
ความรู้สึก ความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยวิทยากรเปิดประเด็นก่อน แล้วกระตุ้นให้แต่ละคนมีส่วนร่วมในการสนทนา
23.    เทคนิค เอไอซี หมายถึง การทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกัน  3  ขั้นตอนคือ 1) ขั้นกำหนดความ
ต้องการ  2) ขั้นอภิปรายและแสดงความคิดเห็น  3) ขั้นแก้ปัญหาหรือควบคุมกระบวนการให้บรรลุเป้าหมาย
24.    เกมการศึกษา หมายถึง กิจกรรมกลุ่มที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ในบรรยากาศที่ตื่นเต้น
สนุกสนาน ไม่เบื่อ เพื่อช่วยพัฒนาทักษะในการทำงานเป็นทีม ทักษะในการเป็นผู้นำ ผู้ตัดสินใจ พัฒนาไหวพริบ ความคล่องตัวและประสาทสัมผัสต่างๆ
                จากวิธีการพัฒนาภาวะผู้นำที่กล่าวมาทั้งหมด  สามารถเลือกวิธีการใดวิธีการหนึ่ง หรือหลาย ๆวิธีนำมาใช้พัฒนาให้เกิดภาวะผู้นำตามความเหมาะ แล้วแต่สถานการณ์  โอกาส  งบประมาณ และเวลาสำหรับผู้นำ ผู้ตาม ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเพื่อให้เกิดความรู้ ประสบการณ์ ทักษะ อันนำไปสู่ความสามารถ ศักยภาพในการพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพต่อไป
แนวทางการนำภาวะผู้นำทางการศึกษาไปใช้ประโยชน์
                ในทุกวงการทั้งเล็กใหญ่ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน  ต่างมีความต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการให้องค์กรนั้น  บริหารงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ทั้งสิ้น  สิ่งที่ทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้นได้คือ การมีภาวะผู้นำของผู้บริหารในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล   การจัดการศึกษาก็เช่นเดียวกันต้องการผู้นำที่มีความรู้ ความสามารถ มีเทคนิควิธีการที่จะจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายของชาติ ของหลักสูตร ชุมชนและสังคม   ดังนั้นการนำภาวะผู้นำมาใช้ในการศึกษาได้อย่างไรนั้น  ผู้เขียนจึงขอสรุปเป็นประเด็นได้ดังนี้
1.       การนำภาวะผู้นำมาใช้สำหรับผู้บริหาร   ทั้งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่  ผู้อำนวยการ
โรงเรียน หรือรองผู้อำนวยการ  อธิการบดี  รองอธิการบดี หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้บริหารการศึกษาทุกระดับ   ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา  มัธยมศึกษา  อาชีวศึกษา หรืออุดมศึกษา  ล้วนเป็นผู้ที่มีภาระหน้าที่ในการจัดการศึกษา ทั้งสิ้น  การจะบริหารการศึกษาทุกระดับให้สำเร็จได้นั้น  ผู้บริหารต้องมีภาวะผู้นำ ตามทฤษฎีภาวะผู้นำด้านคุณลักษณะ  ด้านพฤติกรรม  และทฤษฎีผสมผสานในรูปแบบที่ทันสมัยเหมาะสมกับเหตุการณ์  สถานการณ์ รูปแบบสังคมและวัฒนธรรมในปัจจุบัน  ผู้ที่เป็นผู้บริหารหรือเตรียมตัวเป็นผู้บริหารจะได้เตรียมฝึกตนเองตามหลักการ ทฤษฎีของภาวะผู้นำ  ซึ่งถ้าผู้บริหารรู้จักบริหารงานโดยใช้ทฤษฎีภาวะผู้นำ ผนวกกับทฤษฎีการบริหารการศึกษา  ผสมผสานกับเหตุการณ์ สถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมจนเกิดผลงานที่มีประสิทธิภาพ  แสดงว่าผู้นำมีภาวะผู้นำทางการบริหาร  ส่งผลต่อประสิทธิภาพของงาน    ดังนั้นภาวะผู้นำที่นำมาใช้กับการบริหารทางการศึกษามีประโยชน์โดยตรงต่อตัวผู้บริหารเองซึ่งจะส่งผลต่องานอย่างแน่นอนเพราะผู้บริหารมีตำแหน่งในฐานะผู้บังคับบัญชา  มีอำนาจในการควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรงอยู่แล้ว
2.       การนำภาวะผู้นำมาใช้กับการบริหารงาน องค์กรใดที่มีการบริหารที่ดีจะนำความสำเร็จมาให้
ถ้าขาดการบริหารที่ดีก็จะเกิดความล้มเหลว  นอกจากภาวะผู้นำที่มีในตัวผู้บริหารเองแล้ว  การบริหารที่มีกลยุทธ์ที่ดีของผู้บริหารจะนำความสำเร็จมาให้  โดยผู้บริหารใช้หลักการบริหารงานที่ดี  มีความเหมาะสมกับบุคคล  เหตุการณ์  สถานที่   คือเทคนิคการบริหารงานที่ยึดหลักการของภาวะผู้นำนั่นเอง
                3.    การนำภาวะผู้นำมาใช้กับผู้ตามหรือผู้ใต้บังคับบัญชา  ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงาน  เมื่อได้รับคำสั่ง ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานใด ๆ    ผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะมีผู้อยู่ในวงงานที่เป็นลูกน้องตามลำดับไปเรื่อยๆ   ดังนั้นผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับจึงต้องมีภาวะผู้นำเช่นเดียวกันในการปฏิบัติงานที่ตนได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง  เพราะความเป็นผู้นำย่อมมีอยู่ในตัวของทุกคน  ที่สามารถตัดสินใจทำงาน                                การจัดการศึกษาในปัจจุบันและอนาคตมีรูปแบบที่เปลี่ยนไป  เพราะสภาพเศรษฐกิจ  การเมือง  สังคมวัฒนธรรมเทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เปลี่ยนแปลง  ด้วยสาเหตุของการเพิ่มจำนวนของประชากร  การลดลงของทรัพยากรธรรมชาติ   การแข่งขันด้านการค้าของประเทศมหาอำนาจ ฯลฯ     ความสามารถของผู้บริหารประเทศเท่านั้นที่จะนำประเทศของตนให้ก้าวพ้นจากความขาดแคลน   การต่อสู้กับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง   เป็นหน้าที่ของผู้นำประเทศที่จะเพิ่มศักยภาพของประชากรให้มีความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่รอดให้ได้    ท่ามกลางกระแสการเมือง  การเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมและเทคโนโลยีที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่อาจสกัดกั้นไว้ได้    ผู้ที่แข็งแรงกว่าย่อมได้เปรียบผู้ที่อ่อนแอ   ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารระดับประเทศและกลุ่มประเทศในเอเชียที่ต้องร่วมมือกันในการช่วยเหลือกันทางด้านการค้า  การศึกษา การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เป็นต้น   เรื่องที่ผู้บริหารประเทศต้องเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุด ก็คือ  การศึกษา 
                แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่  10   เน้นที่การพัฒนาศักยภาพของคน  จากแผนฉบับก่อนๆ   ที่มุ่งเน้นด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจ    แต่ไปไม่รอดเพราะขาดการพัฒนาศักยภาพของคนเพราะคนเป็นผู้บริหารจัดการค้า     จากรายงานเรื่อง ความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ          พ.ศ.  2541 ของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาการบริหารจัดการ  ซึ่งเปรียบเทียบขีดความสามารถของประเทศไทยกับประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมและเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรม รวม  46  ประเทศ  พบว่า  ขีดความสามารถของประเทศไทย ปี 2541  อยู่ในอันดับที่  39  ลดลงจากปี  2540  ซึ่งอยู่ในอันดับที่  29  และในด้านการศึกษาอยู่ในอันดับที่  44   แม้ว่าประเทศไทยจะมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษามากถึงร้อยละ 4.4  สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด  (สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา.  2548)  ประกอบกับผลการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติในปี 2550   พบว่า ผู้เรียนในระดับปฐมวัย  ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ เพียงร้อยละ 11.1 , 10.4   มีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร ร้อยละ 18.2 , 11.4   มีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้ร้อยละ 28.1 , 24.0  ตามลำดับ    ระดับอาชีวศึกษาการผลิตกำลังแรงงานไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี      ผู้สำเร็จการศึกษาขาดทักษะความรู้พื้นฐานที่จำเป็นตลอดทั้งปัญหาการทะเลาะวิวาท  และอัตราการศึกษาต่อระดับอาชีวศึกษาลดลง    ส่วนระดับอุดมศึกษา คุณภาพโดยรวมไม่เป็นที่น่าพอใจ ทั้งเรื่องการจัดการเรียนการสอน  การวิจัย  เมื่อเปรียบเทียบระดับนานาชาติ การผลิตกำลังแรงงานระดับอุดมศึกษาไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในสถานประกอบการ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.  2552)         
                จากสาระที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปได้ว่า สังคมโลก สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงทุกด้าน จำเป็นที่ผู้นำ ผู้บริหารทุกองค์การต้องปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการองค์กร เพื่อให้องค์กรนั้นอยู่รอด ประเทศไทยจึงเป็นประเทศหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงเรียกว่า ปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปการเมือง  เป็นต้น  ในวงการศึกษาก็ปรับกลยุทธ์การทำงานเสียใหม่ เช่นปฏิรูประเบียบราชการ ปฏิรูปบุคคลและบุคลากร ปฏิรูปการเรียนรู้  การปฏิรูปการศึกษานั้นได้ดำเนินการมาครบรอบ  9  ปี  แต่ผลการประเมินคุณภาพผู้เรียนออกมายังไม่เป็นที่น่าพอใจ  ในทางตรงกันข้ามคุณภาพผู้เรียนมีแนวโน้มลดลงในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น  ตัวบ่งชี้ของความไม่สำเร็จ (หลีกเลี่ยงใช้คำว่าล้มเหลว) อย่างที่ควรจะเป็น  เป็นเครื่องบ่งบอกถึงภาระของผู้รับผิดชอบในการจัดการศึกษาในรอบที่สอง ( พ.ศ. 2552 – 2561) หรือในทศวรรษหน้า ว่าต้องร่วมมือกันในการบริหารจัดการศึกษาในรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น  ผู้ที่เป็นบุคคลสำคัญในการจัดการคือ  ผู้บริหารการศึกษา ที่มิใช่เพียงอยู่ในตำแหน่ง หรือได้รับมอบหมาย  แต่ผู้บริหารยุคใหม่ ต้องเป็นผู้บริหารมืออาชีพ  ที่มีภาวะของความเป็นผู้นำสูง ประกอบด้วยการเป็นผู้นำทั้งจิตและวิญญาณ จึงจะนำพาองค์กรฝ่าฝันกับวิกฤติที่เกิดขึ้นได้ในขณะนี้
                เมื่อครั้งอายุราชการยังน้อยนิด  ผู้เขียนเคยคิดอยากเป็นผู้บริหารเพราะไม่พึงพอใจในพฤติกรรมของผู้บริหารโรงเรียนในขณะนั้น  ที่ขาดวิสัยทัศน์ในการทำงาน  ยังมีเรื่องราวอีกตั้งมากมายที่โรงเรียนจะจัดให้แก่ผู้เรียน  แต่การทำงานของผู้บริหารยังทำงานไปเพียงวันๆ   ประกอบกับเพื่อน ๆ มักพูดเสมอว่าจะเป็นผู้บริหารต้องมีเงิน  ถ้าไม่มีเงินจะลำบาก  ความคิดที่จะเป็นผู้บริหารของข้าพเจ้าจึงสะดุดลงนับตั้งแต่นั้นมา  แต่เมื่อข้าพเจ้าได้เข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับการบริหาร และภาวะผู้นำของผู้บริหาร  พบว่าไม่มีคุณลักษณะข้อใดของผู้บริหารที่บ่งบอกว่าจะต้องมีเงิน  ความคิดอยากจะเป็นผู้บริหารก็กลับมาอีกครั้งหนึ่ง  เพราะรู้สึกเสียดายที่อยากจะทำในอีกหลายๆ สิ่ง  แต่ไม่สามารถที่จะทำได้ ด้วยบทบาทหน้าที่ไม่ใช่ผู้บริหาร  ความรู้สึกเช่นนี้ ความคิดแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นกับบุคลากรอีกหลายคน  หากเขาเหล่านั้นได้มาพบกันและร่วมมือกันในการบริหารงาน ก็เชื่อว่าประเทศไทยจะได้ผู้นำที่มีภาวะผู้นำที่มีทั้งจิตและวิญญาณมาพัฒนาประเทศให้เจริญรุดหน้า   แต่ขณะนี้ยังไม่มีบทบาทเป็นผู้บริหารก็ต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ หล่อหลอมคุณลักษณะเพื่อเตรียมตัวที่จะเป็นผู้บริหารที่ดีต่อไป หากมีโอกาส